เพลงธรรมะ เลือกได้ตามใจชอบ (เปิดฟังขณะอ่าน)

 เพลงคาถาป้องกันภัย 10 ทิศ

 เพลงบูชาพระบารมี 30 ทัศอันจะนำสู่การเป็นพระพุทธเจ้า

เพลงแปลจากบทสวดมนต์ โดย ชินกร ไกรลาส

หลังจากที่ได้เล่าถึงพระพุทธประวัติ ของสมเด็จพระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า และความเป็นมาก่อนที่พระองค์จะเสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดา รวมทั้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอื่นๆ ที่บทความนี้ คราวนี้จะมาเล่าถึงอดีตชาติของพระองค์ ก่อนที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

(สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ พระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต่อจากพระองค์ปัจจุบัน ในยุคนั้นเป็นยุคทอง มนุษย์มีอายุ 80,000 ปี สูง 80-88 ศอก ทุกสิ่งทุกอย่างเลิศเลอสมบูรณ์แบบหมด ไม่ต้องทำอาหาร ประกอบอาชีพเลย จริงๆ นะไม่ได้ล้อเล่น)

 

1. พุทธพยากรณ์ครั้งแรก โดยพระมุหุตตะพุทธเจ้า

 

พระศรีอาริย์ ท่านทรงเป็นพระวิริยาธิกะโพธิสัตว์ หมายถึงเป็นพระโพธิสัตว์ที่สั่งสมบารมีด้วย "ความเพียร" ใช้เวลาสั่งสมบารมี 16 อสงไขยกับอีกแสนกัป นานกว่าพระปัญญากะธิกะโพธิสัตว์(สั่งสมบารมีโดยใช้ ปัญญา) ซึ่งใช้เวลา 4 อสงไขยกับอีกแสนกัป และพระศรัทธาธิกะโพธิสัตว์(สั่งสมบารมีโดยตั้งมั่นในคาร์พ เอ๊ย ศรัทธา) ใช้เวลา 8 อสงไขยกับอีกแสนกัป

ถึงแม้ 4, 8, 16 อสงไขยกัปอีกแสนกัปจะนานมาก แต่ระยะเวลาตั้งแต่อธิษฐานอยากจะเป็นนั้น ยังนานกว่าถึง 5 เท่า!!! (คือตั้งแต่อธิษฐานจนได้เป็นพระพุทธเจ้า) คือ

พระปัญญากะธิกะโพธิสัตว์ ใช้เวลาสั่งสมบารมีถึง 20 อสงไขยกับอีกแสนกัป!

พระศรัทธากะธิกะโพธิสัตว์ ใช้เวลาสั่งสมบารมีถึง 40 อสงไขยกับอีกแสนกัป!!

และพระวิริยาธิกะโพธิสัตว์ ใช้เวลาสั่งสมบารมีถึง 80 อสงไขยกับอีกแสนกัป!!!

 

(พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน เป็นพระปัญญากะธิกะโพธิสัตว์) 

 

โดยพระศรีอาริย์นั้น ได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อ 64 อสงไขยกับอีกแสนกัป ตั้งแต่ทรงอธิษฐาน โดยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง พระนามว่า มุหุตตะ

รูปแนบ

"เมื่อ 16 อสงไขยกัปอีกแสนกัปนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงเสวยพระชาติเป็น "พระเจ้าประภาวันตะจักรพรรดิ" ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ* ปกครองชมพูทวีป โดยมีมหาทวีปใหญ่ทั้ง 4* และทวีปใหญ่น้อยอีก 2,000 เป็นบริวาร ในกาลนั้น พระมุหุตตะพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นสั่งสอนมวลมนุษย์และเทวดา

"เมื่อพระองค์ทรงทราบว่ามีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น พระองค์จึงเสด็จไปเฝ้าองค์พระศาสดาพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมากถึงที่ประดับ แล้วทรงบูชาด้วยแก้ว 7 ประการคือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว คฤหบดีแก้ว และปริณายกแก้ว

"จากนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระธรรมเทศนาแก่พระเจ้าจักรพรรดิและบริวาร ทำให้พระองค์บังเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ จึงทรงสละราชสมบัติจากการเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทูลขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา โดยปรากฏพระนามว่า 'พระรัตนะ'

"หลังผนวชแล้ว ด้วยพระบารมีที่สั่งสมมา ทำให้พระรัตนะทรงสิริงดงาม เมื่อทรงสวมใส่ผ้ากาสาวพัสตร์(ผ้าเหลือง) อันเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์แล้ว ทรงมีสิริงดงามยิ่งกว่า มีรัศมีเปล่งเปล่า หน้าตาหล่อเหลาหาผู้ใดเทียบเคียง ประดุจดวงจันทร์วันเพ็ญที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้า ทำให้ชาวบ้านพากันสนทนากันว่า พระรัตนะ จะได้เป็นท้าวสักกเทวราช(พระอินทร์) เป็นจอมฟ้าพญามาร ท้าวมหาพรหม หรือพระพุทธเจ้ากันแน่?

"ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงล่วงรู้เหตุการณ์ด้วยโสตทิพย์(หูทิพย์) จึงทรงเปล่งพระสุรเสียง ให้กึกก้องทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุแสนจักรวาล ปานเสียงของพระพรหม ทรงตรัสพยากรณ์ว่า

" 'ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในที่สุด 16 อสงไขยกำไรอีกแสนกัปในอนาคต พระรัตนะ รูปนี้จักเป็นผู้รู้พุทธวิชา จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรย' "

 

2. พุทธพยากรณ์โดยพระสิริมัตตะพุทธเจ้า

 

"อีกพระชาติหนึ่ง หลังจากการได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกนานมาก พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดเป็น "พระเจ้าสังขจักรพรรดิ" แห่งนครอินทปัต เป็นพระเจ้าจักรพรรดิอีกครั้งหนึ่ง ได้ขณะนั้นได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า สิริมัตตะ ทรงอุบัติขึ้นในโลก ถึงแม้จะเป็นถึงพระเจ้าจักรพรรดิ แต่พระหฤทัยทรงว้าวุ่น มีแต่ทุกข์ เพราะหวังจะหาทางสงบในชีวิต วันหนึ่ง พระองค์ได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า 'หากผู้ใดสามารถแจ้งข่าวความเป็นไปของพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ทราบได้ จะมอบบัลลังก์พระจักรพรรดิให้ผู้นั้น'

"เวลาหนึ่ง มีลูกชายของนางทาสคนหนึ่งได้ออกบวชเป็นสามเณร และศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสำนักของพระสิริมัตตะพุทธเจ้า มีความต้องการแสวงหาทรัพย์เพื่อไถ่มารดาออกจากความเป็นทาส จึงได้มุ่งหน้าไปยังนครอินทปัต เนื่องจากชาวเมืองไม่รู้จักสามเณร จึงคิดว่าคนหัวโล้น นุ่งเหลือง ห่มเหลือง เป็นยักษ์ จึงพากันถืออาวุธขับไล่ทุบตี สามเณรนั้น ด้วยความกลัวภัยจึงวิ่งหนีความตายล้ำเข้าไปในเขตพระราชวัง และได้มาหยุดอยู่ตรงหน้าพระเจ้าสังขจักรพรรดิ

"พระเจ้าสังขจักรพรรดิเห็นเหตุการณ์จึงตรัสถาม เมื่อได้ทราบว่าเป็นสามเณรผู้งดเว้นจากอกุศลทั้งปวงทำแต่ความดี และเป็นสามเณรในศาสนาของพระพุทธเจ้า จึงบังเกิดความยินดียิ่งนัก (บางตำราก็ว่าสลบไป) เมื่อทรงฟื้นขึ้นมา ทรงสนทนากับสามเณรอีก ทรงมีศรัทธาแรงกล้าที่จะพบพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก พระองค์จึงทรงสละราชสมบัติให้แก่สามเณรแล้วเสด็จไปยังทิศอุดรที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่

"เมื่อเสด็จไปได้ 1 วัน พระบาททั้งสองของพระองค์ก็แตก พระโลหิตไหลนองพระบาทสร้างความเจ็บปวดมาก จึงทรงคุกเข่าเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระชงฆ์(หัวเข่า) พร้อมทั้งฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองข้าง เมื่อถึงวันที่ 4 พระชงฆ์และพระหัตถ์ก็แตกและนองไปด้วยโลหิต พระองค์จึงอดทนกัดฟันใช้พระอุระ(อก) ดำเนิน

"ครั้งนั้น สมเด็จพระสิริมัตตะพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่าพระเจ้าสังขจักรพรรดิ มีความพยายามที่จะเสด็จมาพบพระองค์ จึงทรงเนรมิตพระวรกายเป็นมานพน้อย ขับรถม้าเสด็จไปหยุดอยู่หน้าพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ พลางร้องให้พระโพธิสัตว์หลีกไป แต่พระโพธิสัตว์ไม่ทรงหลีก ยังตรัสอีกว่าให้ขับรถทับไปเลยก็ได้ มานพแปลงจึงอาสาพาพระเจ้าจักรพรรดิไปยังพุทธสำนัก ระหว่างทาง ท้าวสักกเทวราช(พระอินทร์) และนางสุชาดาพระชายา เนรมิตกายเป็นบุรุษนำข้าวทิพย์และน้ำทิพย์จากสวรรค์ถวายแด่พระเจ้าจักรพรรดิ ทำให้พระวรกายกลับเป็นปกติ

"เมื่อถึงพระวิหาร พระพุทธเจ้าก็ทรงแปลงกายกลับเป็นพระองค์เอง และประทับรอพระโพธิสัตว์ เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงเสด็จลงจากรถแล้ว ได้พบพระพุทธเจ้า ก็สลบไปหลายต่อหลายครั้ง เมื่อทรงฟื้นสติ จึงทรงก้มพระเศียร ปรบมือ เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ พระสิริมัตตะมหาศาสดา จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนา แต่เมื่อทรงแสดงได้เพียง 1 พระคาถา พระเจ้าสังขจักรพรรดิก็ทรงทูลขอร้องด้วยเหตุผลในพระราชหฤทัยว่า

"'พระองค์ไม่มีเครื่องไทยธรรมสำหรับสักการบูชาพระธรรมเทศนาซึ่งเป็นบรมอันสูงสุด เราจักถวายศีรษะของเรานี้ เป็นพุทธบูชาพระคาถา 1 พระคาถานั้น ขอให้ข้าพระองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณอันเป็นบรมสุขในภายหลัง' " 

"จบแล้วพระโพธิสัตว์จึงทรงอธิษฐานให้พระนขะ(เล็บ) ของพระองค์คมดังดาบ แล้วตัดพระเศียรของพระองค์เอง  ถวายแก่พระชินสีห์ แล้วเสด็จสวรรคตไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต

เนื่องด้วยการถวายศีรษะบูชาพระคาถา 1 พระคาถานี้ ทำให้พระศรีอริยเมตไตรย มีพระพุทธรัศมีสว่างไสวไปทั่วแสนโกฏิจักรวาล ยามกลางคืนทำให้สว่าง ยามกลางวันยิ่งสว่างกว่า การถวายเลือดเนื้อ เพื่อเดินทางไปพบพระพุทธเจ้าให้ได้ ทำให้พระองค์มีพระฉวีวรรณสีทองผ่องใสไร้ตำหนิใดๆ

 

3. เชื่อหรือไม่ ในสมัยพุทธกาล พระศรีอาริย์โพธิสัตว์ลงมาเกิดถึง 4 ครั้ง

 

ในขณะที่พระองค์เสวยพระชาติอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตนั้น พระองค์มีพระนามว่า ท้าวนาถเทวราชพระโพธิสัตว์ ซึ่งมีความเชื่อว่า ในสมัยพุทธกาล(หลังการตรัสรู้ของพระมหาบุรุษสิทธัตถะ) พระศรีอาริย์ลงมาเกิด ถึง 4 ครั้งด้วยกัน

ครั้งที่ 1 พระองค์เกิดเป็นนางยักษิณี อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอจิรวดี วันหนึ่งนางได้พบกับพระสมณโคดมพุทธเจ้า บังเกิดความเลื่อมใสมาก แต่ไม่มีสิ่งใดมาสักการบูชา จึงเฉือนนมทั้ง 2 ข้างถวายแด่พระพุทธเจ้า และอธิษฐานขอให้ได้เกิดเป็นบุรุษ

ครั้งที่ 2 หลังจากนางยักษิณีละสังขารไปแล้ว ได้มาเกิดเป็นยักษ์ใหญ่อาศัยอยู่ในถ้ำเชียงดาว แคว้นสุวรรณภูมิ ต่อมาได้พบกับพระพุทธเจ้าจึงเข้าต่อกรด้วยฤทธิ์ แต่ก็แพ้พระพุทธเจ้า กลับไปเล่าเรื่องให้ภรรยาฟัง ภรรยารู้ทันทีว่าบุคคลที่สามีสู้ด้วยคือพระพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาของมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย จึงบอกให้สามีไปขอขมาพระพุทธองค์ด้วยดอกไม้ธูปเทียน ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงเทศนาสั่งสอนยักษ์จนตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม

ครั้งที่ 3 หลังจากยักษ์ใหญ่ตายลง ก็ได้มาเกิดเป็น มนุษย์ ทำไร่ไถนาอยู่ที่เชิงเขาตักคีรี ครั้งหนึ่งได้พบกับพระพุทธเจ้า จึงนำแตงโมมาถวายแด่พระพุทธเจ้า 7 ผล

ครั้งที่ 4 ได้มาเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรู พระนามว่า "อชิตะราชกุมาร" ได้ออกบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ศึกษาพระธรรมจนแตกฉาน ไม่ได้บรรลุมรรคผลใดๆ แต่มีพระทัยอยากช่วยเหลือมวลมนุษย์ หลังจากมรณภาพไปแล้วได้ไปบังเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ ณ สวรรค์ชั้นดุสิต

 

4. พระสมณโคตม ทรงมีพุทธพยากรณ์แก่พระอชิตะ

 

"ในสมัยพุทธกาล พระอชิตะราชกุมาร ผู้เป็นพระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรู มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงทรงออกผนวช เป็นพระนวกะ(พระบวชใหม่) นามว่า 'อชิตะ'

"พระนางปชาบดีโคตมี พระน้านางของพระพุทธเจ้า ต้องการถวายผ้าสาฎก(สา-ดก) 2 ผืน ยาว 14 ศอก กว้าง 7 ศอก(7x3.5 เมตร!!! หลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าคนสมัยนั้นตัวสูงมากกกก!) แก่พระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงรับ ทรงชี้แนะให้ถวายแก่พระภิกษุรูปอื่นบ้าง พระนางปชาบดีก็ถวายแด่พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เป็นต้น แต่ก็ไม่มีผู้ใดรับ เว้นแต่พระอชิตะพระบวชใหม่ ทรงรับ

"พระนางปชาบดีทรงโทมนัสมาก ที่ตนตั้งใจจะมาถวายแด่พระพุทธองค์ แต่กลับไม่ทรงรับ ต้องถวายให้กับพระบวชใหม่รูปหนึ่ง พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงทรงประกาศก้องเกียรติคุณแห่งพระอชิตะ ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป จึงทรงตรัสแก่พระอานนท์ให้นำบาตรของพระองค์มา เมื่อพระองค์ทรงรับบาตรแล้ว จึงทรงกระทำพุทธาธิษฐานว่า

"'พุทธสาวกทั้งหลาย แม้จะเพียบเพ็ญด้วยอิทธฤทธิฤทธาปาฏิหาริยานุภาพเพียงใดก็ตาม จงอย่าได้เห็นบาตรนี้ เว้นเฉพาะแต่ พระอชิตะ ผู้เป็นหน่อเนื้อแห่งพุทธวงศ์ ซึ่งจะเสด็จอุบัติขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเท่านั้น' "

"สิ้นสุดพุทธาธิษฐานแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงเหยียดพระหัตถ์ข้างที่วางบาตรออก อัศจรรย์! บาตรได้ลอยหายไปในกลีบเมฆ พระองค์ทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุทั้งหลายไปนำบาตรนั้นมา แต่ไม่มีภิกษุรูปใดหาบาตรพบ แม้แต่พระมหาโมคคัลลานะเถระ  และพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร จะเหาะไปเอา ก็ไม่พบ จนกระทั่งถึงคราวของพระอชิตะ พระอชิตโพธิสัตว์ไม่มีฤทธิ์เดชใดๆ แต่ถึงแม้พระภิกษุทั้งหลายก่อนหน้า เป็นถึงพระอรหันต์แต่ไม่สามารถนำบาตรมาได้ จึงกระทำการอธิษฐานต่อหน้าพระพุทธเจ้าว่า

"'อาตมาผู้มีนามว่า อชิตะ มีจิตเลื่อมใสจึงได้เข้ามาบรรพชาในบวรพระพุทธศาสนา หากแต่ไม่ได้ปรารถนาในลาภสักการะ แต่เพื่อตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ หมายจะได้ตรัสรู้สัพพัญญุญาณเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล เพื่อช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากกองทุกข์ ดังเช่นพระสมณโคดมพระพุทธเจ้าพระองค์นี้

" 'อนึ่ง ตั้งแต่ได้รับการบรรพชาดำรงเพศบรรพชิตมา อาตมาก็รักษาศีล และพรหมจรรย์มิได้ด่างพร้อย ตั้งใจรักษาให้บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา ด้วยเดชแห่งความบริสุทธิ์ของศีลและพรหมจรรย์นั้น ขอให้บาตรของพระพุทธเจ้าซึ่งหายไปนั้น มาประดิษฐานอยู่บนมือของอาตมาที่เหยียดออกไปนี้ด้วยเถิด' "

"สิ้นคำอธิษฐาน ก็บังเกิดเรื่องมหัศจรรย์จนพระเถระทั้งหลาย นางปชาบดีและบริวารต่างสาธุการพร้อมกัน บาตรลงมาอยู่บนมือของพระอชิตะ!!!  จากนั้น พระอชิตะก็ถวายบาตรคืนแด่พระชินสีห์

"ฝ่ายพระนางปชาบดี ครั้นได้เห็นเหตุอัศจรรย์นั้นแล้ว ก็ทรงโสมนัสปีติยินดี น้ำตาหนองหน้า บังเกิดความเลื่อมใสยิ่งขึ้น และทรงดำริว่า 'พระสาวกในบวรพระพุทธศาสนานี้เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก แม้เพียงพระบวชใหม่ยังมีพระคุณเป็นที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ พระอรหันตสาวกจะยิ่งเท่าใดกัน'  แล้วพระนางก็เสด็จกลับวังพร้อมบริวาร(ภายหลังนางได้บวชในพระพุทธศาสนาเป็นภิกษุณีรูปแรกในพระศาสนาพระโคดม)

"พระอชิตะ ครั้นรับผ้าสาฎกมาแล้วก็พิจารณาเห็นว่า 'ผ้านี้จะเกิดประโยชน์แก่เราด้วยการใช้ปกปิดร่างกายเท่านั้น เราจะนำผ้านี้ไปถวายพระพุทธองค์เพื่อเป็นพุทธบูชา จะได้เป็นมหากุศลต่อไป'  จึงนำผ้าสาฎกผืนหนึ่งไปกั้นเป็นเพดาน อีกผืนหนึ่งฉีกเป็นสี่ท่อน ผูกเป็นม่านทั้งสี่มุม ในพระคันธกุฎี(แปลว่า "กุฎีที่มีกลิ่นหอม" ใช้เรียกพระกุฏีของพระพุทธเจ้า) เมื่อเสร็จแล้วออกมายืนดู เมื่อเห็นว่าสวยงามยิ่งนักจึงเกิดความปีติยินดี ก้มลงกราบเบื้องพระยุคลบาทของพระพุทธองค์แล้วตั้งความปรารถนาว่า

"'ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยผลานิสงส์แห่งการบูชาด้วยผ้าสาฏกนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามิได้ปรารถนามนุษย์สมบัติ เทวดาสมบัติ หรือพรหมสมบัติ หากข้าพระองค์ปรารถนาที่จะช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายเช่นเดียวกับพระองค์ ด้วยผลแห่งการบูชานี้ ขอจงเป็นพลวปัจจัยเกื้อหนุนให้ข้าพระองค์ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณเช่นเดียวกับพระองค์ด้วยเถิด' " 

"องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทราบวาระแห่งจิตนั้น พระองค์ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย พระอานนท์เห็นเข้าจึงทูลถาม เพื่อจะชี้แจงแถลงไขให้พระสาวกทั้งหลายได้รู้ พระพุทธองค์จึวทรงมีพุทธฎีกาพยากรณ์ดังไปหลายโลกธาตุว่า

"'ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอชิตะ ภิกษุหนุ่มซึ่งเป็นพระนวกะในกาลบัดนี้ ในอนาคตกาลแห่งภัทรกัปนี้ จักเป็นผู้รู้พุทธวิชา จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรย ภายใต้ร่มเงาแห่งต้นกากะทิงอันเป็นมหามิ่งมงคล ในราตรีแห่งวิสาขปูรณมี'

"หลังจากทรงมีพุทธพยากรณ์แล้ว พระองค์ทรงตรัสให้พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย กลับไปอยู่ ณ ที่อยู่ของตน"

 

(สาเหตุหนึ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการให้นางปชาบดีโคตมีถวายแก่พระภิกษุรูปอื่นๆ เนื่องจากถ้ายังให้ผู้คนนำปัจจัย 4 มาถวายแด่ท่านและพระสาวกที่มีพรรษามาก เพราะเชื่อว่าจะได้บุญใหญ่ จะทำให้พระบวชใหม่ลำบากเนื่องจากไม่มีผู้ใดมาถวายปัจจัย 4 และพระพุทธศาสนาจะอยู่ได้ไม่นาน จึงทรงทำอย่างนั้น)

 

5. การลงมาจุติของพระศรีอาริย์โพธิสัตว์หลังจากพุทธปรินิพพาน

มีความเชื่อว่า พระศรีอาริย์จะลงมาจุติหลังจากพุทธปรินิพพาน 3 วาระ ดังนี้

  1. ในสมัยที่พระสัจธรรมกำลังเจริญรุ่งเรืองไปด้วยดี ประมาณพระศาสนาล่วงไปแล้ว 500 ปี
  2. ในสมัยที่พระสัจธรรมอยู่ในช่วงปฏิรูป ประมาณพระศาสนาล่วงไปแล้วพันปี
  3. ในสมัยที่พระสัจธรรมกำลังเสื่อม ประมาณพระศาสนาล่วงไปแล้ว 3,000 ปี

(อายุพระสัจธรรมของพระศาสนาของพระพุทธโคดมยาวนานประมาณ 3,000 ปี)

พระสัจธรรม ดูเพิ่มเติมที่ เรื่องน่ารู้

 

ปัจจุบันชาวบ้านเชื่อว่า ครั้งที่ 2 พระศรีอาริย์ได้เสด็จลงมาจุติในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น  เป็นมนุษย์ผู้ไม่ธรรมดา ได้บวชเป็นพระภิกษุที่วัดไลย โดยมีเรื่องเล่ามาดังนี้...

"มีกระทาชายผู้หนึ่ง ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ เคารพเลื่อมใสในพระรัตนตรัย อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำ ถือศีลแปดไม่ทานอาหารเย็น ได้ปรารภกับบุตรภรรยาว่า 'วันนี้เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ รู้สึกไม่สบาย เราขอสั่งความไว้อย่างหนึ่ง ถ้าเกิดเราถึงแก่กรรมในวันนี้ อย่าเพิ่งเผา ให้รอ 7 วันก่อน หากเราไม่กลับค่อยเผา'  หลังจากนั้น เขาก็ได้อธิษฐานให้หลังจากสิ้นแล้ว ขอให้กระแสจิตไปปฏิสนธิบนสวรรค์ชั้นฟ้าเพื่อจะได้พบพระศรีอาริย์

"หลังจากนั้นก็ไปนอนแล้วก็ตายลง ได้ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ แต่ก็ไม่พบพระศรีอาริย์ จึงได้ไปตรัสถามท้าวสักกเทวราช ท่านก็บอกว่าพระศรีอาริย์เสด็จลงไปจุติบนโลกมนุษย์ ตอนนี้ทรงบวชอยู่ที่วัดไลย แล้วยังบอกอีกว่ากลับเข้าร่างตอนนี้ยังทัน(เวลาสวรรค์แค่ 1 นาทีสวรรค์อาจยาวนานเป็นวันบนโลก) และจะมอบดอกมณฑาทิพย์ให้

"เสร็จแล้วชายผู้นั้นก็กลับเข้าร่างทัน แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ชาวบ้านฟัง ทุกคนจึงขนานนามชายผู้นั้นว่า 'ปะขาวมณฑาทิพย์' ปะขาวฯ ได้ออกเดินทางตามหาวัดไลย โดยมอบสมบัติต่างๆ ให้ เอาไปเพียงดอกมณฑาทิพย์ ธูปเทียน เงินเล็กน้อยและเสื้อผ้า จนไปถึงวัดไลยในวันขึ้น 15 ค่ำอีกวันพอดี ปะขาวฯ อาบน้ำทุกอย่างหมดแล้วไปรอที่หน้าพระอุโบสถในยามเย็นขณะที่พระกำลังสวดมนต์อยู่ เมื่อพระออกมาจากอุโบสถก็ไม่มีรูปใดถามถึงดอกมณฑาขาวเลย จึงถามพระรูปหนึ่งว่า 'พระคุณเจ้า พระในอารามนี้มีเท่านี้หรือ' 

"'ยังมีอีกรูป ท่านมิได้ลงอุโบสถวันนี้'

"ปะขาวฯ ได้ยินดังนั้นจึงรีบไปหาพระรูปนั้น ได้พบแล้วถวายดอกมณฑาขาวพร้อมเครื่องบูชาและกล่าวว่า'ข้าพเจ้าขอถวายนมัสกาลด้วยน้ำใจบริสุทธิ์แทบยุคลบาทแด่พระผู้ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต'

"พระภิกษุได้ยินดังนั้นจึงถามถึงที่มาของดอกมณฑาทิพย์ ปะขาวฯ จึงตอบว่าได้มาจากท้าวสักกะให้มาบูชาพระศรีอาริย์  พระโพธิสัตว์ได้ยินดังนั้นจึงตรัสห้ามบอกเล่าเรื่องนี้แก่ผู้อื่น เพราะจะทำให้ผู้คนหันมาสักการะพระองค์ไม่เคารพพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ทำให้ศาสนาเสื่อมเร็วขึ้น

"หลังจากนั้นพระโพธิสัตว์จึงได้แสดงธรรมเทศนา แก่มนุษย์และเทวดา สิ้นการเทศนาพระองค์ก็เสด็จไปบังเกิดเป็นพระโพธิสัตว์บนสวรรค์ชั้นดุสิต"

จะเห็นได้ว่า พระภิกษุผู้เป็นพระโพธิสัตว์นั้นมีจิตใจต้องการปกป้องพระพุทธศาสนา ไม่ให้เสื่อมเร็วขึ้น ไม่ได้ต้องการให้ผู้ใดมาเคารพเลื่อมใสพระองค์ พระองค์มีความกตัญญูต่อพระพุทธศาสนาและพระพุทธเจ้าในครั้งที่เสวยพระชาติเป็นพระอชิตะนั้น น่าชื่มชมยิ่งนัก

ปัจจุบัน วัดไลยตั้งอยู่ที่ ต.เขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ. ลพบุรี มีพระพุทธรูปของพระศรีอาริย์อยู่ ผู้คนพากันกราบไหว้เพราะว่าท่านเป็นพระศรีอาริย์

 

6. ตำนานแม่กาเผือก และพระศรีอาริย์โปรดสัตว์

 

จาก http://www.arayun.com/phasri_004.htm

มีเรื่องเล่าว่า มีแม่กาเผือกตัวหนึ่ง ได้ออกไข่มา 5 ฟองตามโองการของนวกาพรหม ให้พญาสัตว์ทั้งห้า ได้แก่ พญาไก่ พญานาค พญาเต่า พญาโค และพญาสิงห์ เลี้ยงดู 

ไข่ฟองที่ 1 พญาไก่เป็นผู้เลี้ยงดู ยุคพฤกษชาติ เป็น "กาชาด(กาชาติ)" คือ สร้างชาติ ลูกกาสำเร็จเป็นพระศาสดา "กกุสันโธ" โปรดแม่กาเผือกไม่ได้ ร้อง "พุทโธๆ"

ไข่ฟองที่ 2 พญานาคเป็นผู้เลี้ยง ยุคสร้างบ้านสร้างครอบครัว เป็น "กาตั้ง" คือ ตั้งบ้านเรือน ลูกกาสำเร็จเป็นพระศาสดา "โกนาคมโน" โปรดแม่กาเผือกไม่ได้ เป็นปัญหาคาใจ

ไข่ฟองที่ 3 พญาเต่าเป็นผู้เลี้ยงดู ยุคประเทศชาติ เป็น "กาสั่ง" มีประเทศต่างๆ เกิดขึ้น ลูกกาสำเร็จเป็นพระศาสดา "กัสสปะ" โปรดแม่กาเผือกไม่ได้ ได้แต่เขียนไว้บนกระดองสั่งไว้

ไข่ฟองที่ 4 พญาโคเป็นผู้เลี้ยงดู ยุคการสั่งสอน เป็น "กาสอน" คือสั่งสอนสัตว์โลก ลูกกาสำเร็จเป็นพระศาสดา "โคดม" ได้สั่งสอนให้แม่กาเผือกไปบรรลุพระนิพพานในยุคของพระศาสดาองค์ต่อไป

ไข่ฟองที่ 5 พญาสิงห์เป็นผู้เลี้ยงดู ยุคการบรรลุ เป็น "กาศิต" คือโปรดแม่กาเผือกได้สำเร็จ เป็นพระศาสดา "ศรีอริยเมตไตรย" แม่กาเผือกได้บรรลุพระนิพพาน และนำมาสัตว์อื่นที่ไม่ได้บรรลุในยุคของ 4 พระองค์ก่อนเข้าสู่กระแสนิพพาน

จากตำนาน ตีความได้ว่า

ในยุคของพระกกุสันธะพุทธเจ้า มนุษย์เพิ่งตั้งรกรากได้ มี่ป่าเป็นส่วนใหญ่ กำลังสร้างนิคมต่างๆ พาสรรพสัตว์เข้าสู่พระนิพพานได้บางส่วน

ในยุคของพระโกนาคมณ์พุทธเจ้า มนุษย์เริ่มสร้างหมู่บ้าน สร้างเมืองได้ พาสรรพสัตว์เข้าสู่พระนิพพานได้บางส่วน

ในยุคของพระกัสสปะพุทธเจ้า โลกมนุษย์มีประเทศต่างๆ เกิดขึ้นแล้ว พาสรรพสัตว์เข้าสู่พระนิพพานได้บางส่วน

ในยุคของพระสมณโคดมพุทธเจ้า มนุษย์มีใจพร้อมมากขึ้น พาสรรพสัตว์เข้าสู่พระนิพพานได้มากกว่าหน่อย

และในยุคของพระศรีอาริย์ สรรพสัตว์เข้าถึงพระนิพพานได้เป็นจำนวนมาก และพาไปสวรรค์ได้เป็นจำนวนมาก

 

มาถึงเรื่องพระศรีอาริย์โปรดสัตว์

มีความเชื่อว่า หลังจากพระศรีศากยมุนีโคดม เสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 5,670,000,000,000 ปี(น้อยเกินกว่าความจริง) พระศรีอาริย์จะเสด็จจุติลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แสดงธรรมโปรดสัตว์ 3 กาล ดังนี้

  1. ปฐมกาล โปรดเวไนยสัตว์ผู้ถือศีล 5 ที่ตกค้างจากศาสนาพระโคดม 9,600,000,000 คน
  2. มัชฌิมกาล โปรดเวไนยสัตว์ผู้ถือพระรัตนตรัยที่ตกค้างจากศาสนาพระโคดม 9,400,000,000 คน
  3. ปัจฉิมกาล โปรดเวไนยสัตว์ผู้ที่ภาวนาพระนามพระพุทธเจ้าด้วยเอกจิตที่ตกค้างจากศาสนาพระโคดม 9,200,000,000 คน

โดยพระศรีอาริย์ จะแสดงธรรมใหญ่ๆ 5 ปีต่อครั้ง

อายุพระสัจธรรมของศาสนาพระศรีอาริย์ยื่นยาวเพียง 10,800 ปีเท่านั้น ทั้งๆ ที่พระศาสนายาวนานถึง 80,000 ปี

(หมายเหตุ: ข้อความข้างต้นขอให้ฟังหูไว้หูเสียก่อน อาจไม่ใช่ความจริง เพียงแต่นำมาเขียนเพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างสองความเชื่อ)

 

7.ทำอย่างไรจึงจะได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์

 

ในที่สุดก็มาถึงเรื่องที่ทุกๆ คนรอคอย ว่าจะไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์ได้อย่างไร ในพระมาลัยคำฉันท์ พระนาถเทวราชพระโพธิสัตว์ผู้ที่จะมาจุติเป็นพระศรีอาริย์นั้นได้ให้คำตอบว่า

"อย่าได้สร้างเวรทั้งห้า คือ ฆ่า(สัตว์) ลัก(ทรัพย์) กาม(ผิดประเภท) (พูด)ปด และเสพ(สารเสพติดทั้งหลาย)"

"ทำแต่ความดีทั้งกาย วาจา และใจ ให้สมาทานอุโบสถศีล ไม่ทำอนันตกรรมต่างๆ คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ทำร้ายหรือฆ่าพระอริยสงฆ์ ทำให้พระพุทธเจ้าบาดเจ็บ และทำให้สงฆ์แตกแยกกัน"

"ฟังมหาเวสสันดรชาดกด้วยความเลื่อมใส ถึงแม้จะไม่มีทรัพย์ใดๆ ถวายบูชากัณฑ์นั้นเลยก็ตาม"

"ผู้ที่ทำความชั่ว จักไม่ได้เกิดในยุคพระศรีอาริย์"

 

เรื่องทั้งหมด 7 อย่าง 7 หัวข้อนี้ ก็จบเพียงเท่านี้ ขอให้ทุกๆ คนทำแต่ความดี ไปเจอกันในยุคพระศรีอาริย์ทุกๆ คนเทอญฯ สาธุ... /\

 

 

เรื่องน่ารู้

1. การจะเป็นพระพุทธเจ้านั้น ต้องอธิษฐานเสียก่อน และได้ทำความดีแก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตลอดจนทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระศาสนา สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นพระปัญญากะธิกะ พระศรัทธากะธิกะ พระวิริยากะธิกะ ซึ่งขึ้นอยู่กับการถวายด้วย

 

ถ้าหากถวายทานที่แปลกไปกว่าผู้อื่นแก่พระพุทธเจ้า เช่น ถวายตัวเป็นสะพานให้พระพุทธองค์ทรงพระดำเนินข้ามดั่งเช่นพระพุทธเจ้าของเรา ขณะเสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบส จะได้เป็น พระป้ญญากะธิกะโพธิสัตว์

 

ถ้าหากถวายอวัยวะแก่พระพุทธเจ้า (ถวายอวัยวะแต่ไม่ตาย) จะได้เป็น พระศรัทธากะธิกะโพธิสัตว์

 

ถ้าหากถวายชีวิตแก่พระพุทธเจ้า (ไม่ถือเป็นการฆ่าตัวตาย) ดังเช่นพระสังขจักรโพธิสัตว์แล้ว จะได้เป็น พระวิริยากะธิกะโพธิสัตว์

 

โดยพระวิริยากะธิกะ มีมากกว่าพระศรัทธากะธิกะ และพระศรัทธากะธิกะ มีมากกว่าพระปัญญากะธิกะ

2. พระสัจธรรม หมายถึง ช่วงเวลาที่มีพระรัตนตรัยครบ 3 องค์ เมื่อล่วงเวลาพระสัจธรรมไปแล้ว จะไม่มีพระสงฆ์ มีเพียงพระพุทธและพระธรรม

 

ซึ่งช่วงเวลาพระสัจธรรมของศาสนาเรานี้ มีอายุ 3,000 ปี(พ.ศ. 3000) คิดเป็นอัตราส่วน 3:5 ส่วนของศาสนาพระศรีอาริย์ ยาวนานเพียง 10,800 ปีเท่านั้น คิดเป็นอัตราส่วน 27:200 (พระศาสนาพระศรีอาริย์ยาวนาน 80,000 ปี แสดงว่าสิ้นสุดในปี พ.ศ.10800  นานมากสำหรับเรา แต่เพียงเศษเสี้ยวชีวิตของมนุษย์ยุคพระศรีอาริย์)

 

3. เผยจุดจบของภัทรกัป

หลังจากพระศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรยได้อันตรธานไป โลกมนุษย์ก็ผันจากกตยุค(ยุคทอง กินระยะเวลา 1,728,000 ปี คนดี 4 ส่วน ชั่วไม่มี) เป็นไตรตรายุค(ยุคเงิน กินระยะเวลา 1,296,000 ปี คนดี 3 ส่วน คนชั่ว 1 ส่วน) เป็นทวาปรยุค(ยุคสำริด กินระยะเวลา 864,000 ปี คนดีคนชั่วครึ่งหนึ่ง) และกลิยุค (ยุคเหล็ก กินเวลา 432,000 ปี คนดี 1 ส่วน คนชั่ว 3 ส่วน)

หลังจากจบกลิยุค จักรวาลก็จะถูกทำลาย!

ตอนนี้เราอยู่ในช่วงของกลิยุค(อย่าเพิ่งตกใจ! ไม่ใช่กลิยุคสุดท้าย) จะเห็นได้ว่า ช่วงนี้คนชั่วเยอะมาก ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะมาอุบัติในยุคนี้ ก็ไม่มีทางที่จะสั่งสอนให้กลายเป็นคนดีได้หมด

หลังจากยุคนี้ไป โลกก็จะสลับยุคไปเรื่อยๆ กตยุค ไตรตรายุค ทวาปรยุค กลิยุค จบกลิยุคเกิดความวิบัติ แล้วก็เริ่มกตยุคใหม่

 

4. รายพระนามพระพุทธเจ้าที่จะมาอุบัติหลังจากพระศรีอาริย์

นอกจากพระอชิตะโพธิสัตว์(พระศรีอาริย์) ยังมีพระโพธิสัตว์ที่พระพุทธเจ้าทรงพบอีก 509 พระองค์ แต่ 500 พระองค์นั้นบารมียังอ่อนอยู่ เหลืออีก 9 พระองค์บารมีเข็มแข็งมากแล้ว

"หลังจากภัทรกัปจบสิ้นลง เกิดสุญกัปมากถึง 1 อสงไขย(ธรรมดาเมื่อมีพระพุทธเจ้าปัญญากะธิกะแล้ว หลังจากกัปนั้นๆ จะมีสุญกัปยาวนาน) หลังจากนั้นเกิดมัณฑกัปขึ้น มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ 2 พระองค์ตามลำดับ ได้แก่

1.พระรามพุทธเจ้า สมัยพุทธกาลเสวยพระชาติเป็น พระเจ้าราม พระองค์มีพระชนมายุ 90,000 ปี พระวรกายสูง 80 ศอก(40 เมตร) ตรัสรู้ใต้ต้นจันทน์แดง พระรัศมีส่องไปทั่วหมื่นโลกธาตุ ทรงมีพุทธสิริงดงามปานจันทร์วันเพ็ญ บังเกิดต้นกัลปพฤกษ์ 1 ต้นเลี้ยงชาวมหาชนทั้งปวง

ในสมัยของพระกัสสปะพุทธเจ้า ได้เสวยพระชาติเป็น นารทมานพ ทำการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยการจุดประทีบบนศีรษะตลอดคืน ทำให้มีพระรัศมีส่องไปทั่วหมื่นโลกธาตุ

2.พระธรรมราชาพุทธเจ้า สมัยพุทธกาลเสวยพระชาติเป็น พระเจ้าปเสนธิโกศล ราชาแห่งแคว้นโกศล มีพระชนมายุ 50,000 ปี พระวรกายสูง 16 ศอก(8 เมตร) ตรัสรู้ใต้ต้นกากะทิง พุทธสิริงดงามปานประหนึ่งดวงจันทร์วันเพ็ญลอยอยู่กลางฟ้า เมื่อพระองค์ก้าวพระบาทบังเกิดดอกบัวทองขนาดประมาณล้อรถผุดขึ้นมารองรับ

ในสมัยของพระโกนาคมณ์พุทธเจ้า ได้เสวยพระชาติเป็น สุทธมาณพ ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้วถวายดอกบัว 2 ดอกและสร้างฉากกั้นจากต้นอ้อและผ้าถวาย ด้วยอานิสงส์เหล่านั้น ทำให้บังเกิดดอกบัว 2 ดอกขนาดเท่าล้อรถรองรับพระบาท พระคันธกุฏีประกอบด้วยแก้ว 7 ประการ

 

หลังจากมัณฑกัปล่วงไปแล้ว บังเกิดสารกัปหนึ่ง มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ 1 พระองค์ คือ

1.พระธรรมสามีพุทธเจ้า สมัยพุทธกาลเสวยพระชาติเป็น พระยามาราธิราช จอมมารแห่งปรินิมมิตสวัสตีเทวโลก ผู้พยายามพิชิตพระพุทธโคดม มีพระชนมายุ 100,000 ปี พระวรกายสูง 80 ศอก(40 เมตร) ตรัสรู้ใต้ต้นรัง พระพุทธรัศมีประดุจดั่งแสงสว่างแห่งสุริยันจันทราและมหาอัสนีบาต มีเศวตฉัตรทิพย์สูง 3 โยชน์ (48 กิโลเมตร) กางบังแสงให้พระองค์ บังเกิดขุมทรัพย์ให้มหาชนเลี้ยงชีพ บังเกิดข้าวสาลีให้มหาชนบริโภคกับถ้วนหน้า

ในสมัยของพระกัสสปะพุทธเจ้า ได้เสวยพระชาติเป็น มหาเสนาบดีโพธิ แห่งพระเจ้ากิงกิสสะมหาราช พระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ในพระราชอุทยาน พระเจ้ากิงกิสสะทรงปรารถนาจะถวายทานเป็นคนแรก ผู้ใดถวายก่อนจักต้องได้รับโทษทัณฑ์ แต่มหาเสนาบดีมีความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่จะถวายทานก่อนโดยไม่เสียดายชีวิต ก่อนถวายได้สั่งเสียภรรยาและบุตรเอาไว้แล้ว พระโพธิสัตว์ได้ถวายข้าวห่อหนึ่งและผ้าผืนหนึ่ง แล้วจึงให้เพชฌฆาตประหารชีวิต ทำให้มหาเศวตฉัตรของพระเจ้ากิงกิสสะถึงกับหักลง ด้วยผลการถวายทานทำให้จุดที่โดนประหารชีวิตบังเกิดขุมทรัพย์ใหญ่ 16 ขุม และต้นกัลปพฤกษ์ 1 ต้นเลี้ยงภรรยาและบุตรตลอด 500 ปี และการถวายชีวิตทำให้เกิดสมบัติข้างต้นนั่นแล

 

หลังจากสารกัปล่วงไปแล้ว บังเกิดสุญกัป 1 แล้วจึงบังเกิดมัณฑกัป มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น 2 พระองค์ ได้แก่

1.พระนารทะพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลได้เสวยพระชาติเป็น อสุรินทราหู มหาอุปราชผู้ปกครองอสูรพิภพตอนเหนือซึ่งอยู่ใต้อุตตรกุรุทวีป มีพระชนมายุ 10,000 ปี พระวรกายสูง 120 ศอก(60 เมตร บางตำราก็ 20 ศอกหรือ 10 เมตร) ตรัสรู้ใต้ต้นจันทน์ พระพุทธรัศมีรุ่งเรืองทั้งกลางวันและกลางคืน มีภักษาหาร 7 ประการให้มหาชนได้ลิ้มลองเลี้ยงชีพ

ในสมัยของพระกัสสปะพุทธเจ้า พระองค์เสวยพระชาติเป็นราชาสิริคุต ครองเมืองนิรมลนคร ทรงถวายพระนครให้แก่พราหมณ์ 8 คน และถวายบุตรธิดาทั้ง 2 องค์เป็นอาหารให้แก่ยักษ์โดยไม่เสียดายแม้ปลายผม ทำให้เกิดฝนฟ้าผิดฤดูกาล มหาขุนเขาสิเนรุ(เขาพระสุเมรุ)เอนลง การถวายทานครั้งยิ่งใหญ่นี้ทำให้พระองค์ได้รับพุทธสมบัติต่างๆ ข้างต้นนี้แล

2.พระรังสีมุนีสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลได้เสวยพระชาติเป็น โสณพราหมณ์ (บางตำราก็ว่า จังกีพราหมณ์) มีพระชนมายุ 5,000 ปี พระวรกายสูง 60 ศอก(30 เมตร) ตรัสรู้ใต้ต้นปิปผลิ พระพุทธรัศมีรุ่งเรืองทั้งกลางวัน(แสงสีทอง) และกลางคืน(แสงสีเหลือง)

ในสมัยของพระกกุสันธะพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ได้เสวยพระชาติเป็นพ่อค้า นามว่า มาฆมาณพ ได้ถวายผ้ากัมพลผืนหนึ่งและทองแสนหนึ่ง ซึ่งเป็นสินค้าสุดท้ายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า การถวายทานครั้งนี้ทำให้มวลมนุษย์ในชมพูทวีปมีผิวพรรณดังทองคำ เลี้ยงชีพด้วยพานิชยกรรมและกสิกรรม และพุทธสมบัติต่างๆ ข้างต้นนี้แล

 

หลังจากมัณฑกัปได้ล่วงไปแล้ว บังเกิดมัณฑกัปอีก 1 มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น 2 พระองค์ ได้แก่

1. พระเทวเทพสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลได้เสวยพระชาติเป็นสุภพราหมณ์ บุตรของโตเทยยพราหมณ์ มีพระชนมายุ 80,000 ปี พระวรกายสูง 8 ศอก(4 เมตร) ตรัสรู้ใต้ต้นจำปา พระพุทธรัศมีสว่างยิ่งนักปานจันทร์เพ็ญทอแสง

ในสมัยของพระโกนาคมณ์พุทธเจ้า ได้เสวยพระชาติเป็น พญาช้างฉัททันต์ อาศัยอยู่ริมสระฉัททันต์ ได้ถวายงาทั้ง 2 ข้างเป็นเชิงตะกอนสำหรับทำการฌาปนกิจพระศพของพระอรหันต์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา ทำการบูชา 7 วันแล้วเผา ด้วยผลบุญของการถวายงานี้ทำให้มนุษย์ในสมัยนั้นมีผิวพรรณสีทอง ไม่ต้องทำมาค้าขาย เก็บข้าวสาลีที่เกิดจากผลบุญของพระองค์เลี้ยงชีพ และต้นกัลปพฤกษ์ใช้มหาชนสอยทรัพย์สินต่างๆ ไปเลี้ยงชีพ

2. พระนรสีหะสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลได้เสวยพระชาติเป็น โตเทยยพราหมณ์ (พราหมณ์คนไทยชื่อนายโต?) มีพระชนมายุ 80 ปี(บางตำรา 80,000 ปี) พระวรกายสูง 60 ศอก(30 เมตร) ตรัสรู้ใต้ต้นแคฝอย มีพระรัศมีรุ่งเรืองสว่างไสวตลอดวันสีแก้วผลึกประดุจแก้วมณีของพระเจ้าจักรพรรดิ และตลอดคืนเป็นสีทองประดุจทองคำน้ำเก้า บังเกิดเศวตฉัตรแก้ว 7 ประการาบังแสงให้พระองค์

ในสมัยที่พระกัสสปะพุทธเจ้าล่วงไปแล้ว ได้เสวยพระชาติเป็นพ่อค้า นามว่า นันทมาณพ ได้ถวายผ้ากัมพล 1 ผืนและทองแสนหนึ่งแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยผลบุญนั้น ทำให้พระรัศมีรุ่งเรืองไปด้านบนและด้านล่างด้านละ 1 โยชน์ มนุษย์ในสมัยของพระองค์มีผิวสีทอง ไม่ต้องตกแต่งร่างกาย บังเกิดข้าวสาลีเป็นอาหารและต้นกัลปพฤกษ์ที่เต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆ ไม่ต้องทำงานใดๆ

 

หลังจากมัณฑกัปล่วงไปแล้ว บังเกิดสุญกัป 1 และต่อจากสุญกัปบังเกิดมัณฑกัป มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น 2 พระองค์ ได้แก่

1.พระติสสะพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลได้เสวยพระชาติเป็น ช้างธนบาลนาฬาคีรี มีพระชนมายุ 80,000 ปี พระวรกายสูง 80 ศอก ตรัสรู้ใต้ต้นไทร พระรัศมีรุ่งเรืองดุจเปลวเพลิงทั้งวันและคืน เป็นรูปสังข์ ฉัตร และธง ส่องไปทั่วหมื่นโลกธาตุ

ในสมัยของพระโกนาคมณ์พุทธเจ้า ได้เสวยพระชาติเป็น ธชะราชกุมาร พระโอรสองค์โตของพระธรรมราชาแห่งแคว้นจำปานคร มีน้องชายอีก 4 พระองค์ พระบิดาต้องการยกเมืองให้ผู้ที่ใช้ศิลปศาสตร์ของตนได้ดีที่สุด น้องชาย 4 คนล้วนโดนความรู้ของตนสังหารตนเอง ธชะราชกุมารได้ร่ำเรียนธรรมกับฤๅษีจนสำเร็จอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ จนได้เหาะกลับพระนคร ได้เป็นกษัตริย์ต่อจากพระบิดา หลังจากนั้นได้มีพระโอรสและพระธิดา และถวายโอรสธิดาแก่ยักษ์ตนหนึ่งที่กำลังจะตายถ้าไม่ได้กินมนุษย์ โดยมิได้เสียพระทัยแม้ปลายผม ถวายทุกอย่างแม้ชีวิต ทำให้ผลบุญนั้นสร้างพุทธสมบัติต่างๆ ให้พระองค์ บังเกิดต้นกัลปพฤกษ์ให้มหาชนสอยสมบัติเลี้ยงชีพ

2.พระสุมังคละสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลเสวยพระชาติเป็น ช้างปาลิไลยกะ มีพระชนมายุ 100,000 ปี พระวรกายสูง 60 ศอก ตรัสรู้ใต้ต้นกากะทิง พระรัศมีเป็นสีทองในยามทิวา ยามราตรีสีเงินสกาว

ในสมัยของพระกกุสันธะพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ได้เสวยพระชาติเป็นพระมหาจักรพรรดิ พระนามว่า มหาปนาท(เจ้าของปราสาทที่พระเจ้าสังขจักรประทับในสมัยของพระศรีอาริย์) ได้ออกผนวชในพระพุทธศาสนาและถวายชีวิตสำหรับพระคาถา 1 บท ทำให้ในสมัยของพระองค์มีต้นกัลปพฤกษ์ให้มหาชนเลี้ยงชีพ มนุษย์ชายหญิงมีความงดงามดุจเทวดานางฟ้า

แหล่งอ้างอิง

หนังสือทั้งหลาย

http://www.arayun.com

และเว็บไซต์ทั้งหลายที่ให้ข้าพเจ้าได้ค้นหาข้อมูลอันเป็นประโยชน์เหลือนี้ แต่จำไม่ได้

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ตามมาอ่านต่อ...

สังคมที่มีแต่คนจิตใจดี...มันก็คงเป็นสวรรค์บนดินนี่เอง
เรียนท่านเจ้าของ กระทู้ และ เจ้าของเว็ป

เนื่องด้วย นายสรเมธี วชิรปราการ ได้ขโมยคัดลอก

งานเขียน จาก หนังสือ พระพุทธเจ้าองค์ใหม่

ของ อ.บารมี

จนเป็นที่ทราบกันไปทั่ว วงการหนังสือ

ไม่ว่า จะเป็น ซีเอ็ด B2S ศูนย์หนังสือจุฬา ฯ
และ
ร้านนายอินทร์

ต่างพากันเก็บหนังสือ ชื่อ พระศรีอริยเมตไตรย
ของ
นายผู้นี้ ออกจากร้าน

และ ได้มีการแจ้งความดำเนินคดี กันอยู่ ที่ สน.ลุมพินี

จึงขอเรียนเตือนให้ ท่านเจ้าของเว็ป และ เจ้าของกระทู้
ได้โปรดลบข้อความที่ใช้อ้างอิง
เพราะ
ได้มีการละเมิดลิขสิทธิ์

#2 By พระนาย (58.136.60.189) on 2008-06-25 13:50

แยก ธาตุกันดูนะ

ถ้ามีคนร่ำเรียนธรรมะจากพาะศาสดา

แล้วพากันจดลิขสิทธิ์

นั่นไม่เรียกว่า ธรรมะได้เลย

เป็นได้แต่เพียงธรรมเทียมเท็จ

เค้ามีใจสกปรก เห็นแก่ตัว ก็ย่อมต้องเข้าข้างกิเลสของตัว

ขอให้ผู้รู้ ทั้งหลาย ผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย

พระพุทธเจ้าทุกองค์ที่ตรัสรู้ไปแล้วก็ดี

ที่จะมาใหม่อีกก็ดี ท่านไม่เคนบอกว่าธรรมะเป็นของท่านทั้งหลาย มีแต่ท่านยืนยันว่า

ธรรมะมีอยู่ก่อนหน้าที่ท่านจะตรัสรู้

ธรรมะจึงเป็นของกลางแต่งตั้งไว้สำหรับโปรดโลก อย่าพากันฝูกขาดจองขาด

ไม่ดี พระพุทธเจ้าท่านไม่ทำ

#4 By ดา (124.121.22.125) on 2009-07-08 10:23