"เกาหลีที่รัก" #2 ลัดเลาะเกาะอินชอน
posted on 09 May 2009 17:30 by dungeonkids in Korea
สวัสดีจ้ะ วันนี้จะมาเขียนต่อแล้วนะ หลังจากหยุดเขียนไปนานหนึ่งสัปดาห์
ก่อนอื่นต้องขอบคุณพี่วิกแห่ง HedwigPotter อีกครั้ง ที่คอมเม้นต์เอ็นทรี่ที่แล้วมาก
เอ็นทรี่ที่แล้วเราตั้งเป้าคอมเม้นต์ไว้ที่ 2 ข้อความขึ้นไป แต่ถ้าไม่เขียนต่อก็เหมือนขาดอะไรไป จึงเขียนบันทึกต่อ เพราะเราคิดว่ายังไงๆ เดี๋ยวก็มีคนมาคอมเม้นต์อีกอยู่ดี ถึงจะผ่านไปหนึ่งปี สิบปี ห้าสิบปี หรือไม่ว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปไปกี่คนก็ตาม
วันแรกที่ได้มาเกาหลีนี่เจ้าของบล็อกได้ตัดสินใจแล้ว ว่าจะแบ่งบันทึกการเที่ยวในวันที่ 1 ออกเป็น 4 ตอน ตอนแรกก็คือตอนที่แล้ว ตอนที่สองก็คือตอนนี้ ตอนที่สามและสี่จะตามมาภายในสัปดาห์หน้า
ทำไมวันแรกถึงต้องแบ่งเป็น 4 น่ะรึ เพราะมีเรื่องให้เม้าท์มากไงล่ะ หุหุ
แต่วันต่อๆ ไปจะมีตอนน้อยลงครับ ไม่เกินวันละ 2 ตอน เพื่อนๆ จะได้อ่านเร็วๆ ^^
(อันที่จริงสัปดาห์หน้านู้นก็เปิดเทอมแล้ว จึงอยากเขียนให้จบไวๆ)
ในเอ็นทรี่นี้เราจะได้พบกับ...
-
"ศูนย์ละลายทรัพย์เงินวอน" สถานที่ที่โหดร้ายที่สุดในเกาหลี
-
ไขปริศนาทะเลตงไห่ ทำไมชายหาดเกาหลีถึงไม่เหมือนใคร!
-
ดูสะพานที่ยาวเป็นอันดับ 5 ของโลก
-
อารมณ์ขันของเจ้าของบล็อกที่ซ่อนไว้เพียบ
เพราะฉะนั้น เมื่อเพื่อนๆ อ่านจบแล้ว และมีใจคอมเม้นต์
เมื่อหายข้องใจกับประเด็นข้างบนแล้ว อย่าลืมหยิบไปคอมเม้นต์ด้วยนะครับ ><
"เกาหลีที่รัก" #1 ลัดเลาะเกาะอินชอน
วันที่ 13 ตุลาคม 2551 - GMT+9
6.52 น. คณะเดินทางของเราได้มาถึงสนามบินฯ อินชอน (인촌 - อินฌอน) แสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านเข้าไปภายในตัวสนามบินไม่ต่างกับที่เมืองไทยนัก ยังรู้สึกเหมือนอยู่บนเตียงที่บ้านอยู่เลย! หลังจากจัดสัมภาระเรียบร้อยแล้วก็ผ่านเข้าสู่ทางเดินงวงช้าง แล้วเข้าสู่ตัวสนามบิน
ภายในโถงขาเข้าเป็นทางเดินเรียบๆ แต่กลับมีเสน่ห์ที่ชวนหลงใหลอย่างไรบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะไม่ใช่สนามบินในบ้านเรากระมัง ^^ มีแค่บันไดเลื่อนแนวตรง แนวพุ่มไม้ทรงสี่เหลี่ยม และภาพสวยๆ งามๆ ของสถานที่ท่องเที่ยวของเกาหลีใต้เท่านั้น!
โถงเรียบๆ ใยถึงมีมนตร์ขลังนัก?
สวยๆ ทั้งนั้น ที่ดอนเมืองมีไหมนะ?
บันไดเลื่อนทางตรง ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไรนะ?
ป้ายกลางไฟดับด้วย ว่าแต่ที่ไหนบ้างเนี่ย ข้อย อิส newcomer!
รู้ไว้ใช่ว่า
"สนามบินนานาชาติอินชอน (IIA - 인천국제공항 - 仁川國際機場) สร้างขึ้นในปี 1999 และเสร็จในปี 2001 ภายใน 2 ปีเท่านั้น! โอ้โห! เพื่อรองรับผู้ชมจากทั่วโลกที่มาชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 ที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกัน สาเหตุที่ไม่สร้างไว้ในเมืองหลวงก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่ประเทศเราสร้างสนามบินสุวรรณภูมิไว้ในสมุทรปราการนั่นล่ะ"
6.50 น. หลังจากตรวจหนังสือเดินทางโดยเจ้าหน้าที่ชายหญิงหน้าตาจริงจังจำนวนหนึ่งแล้ว (ไม่นับสายตาที่จ้องมาที่เรา เนื่องจากเราแต่งตัวประหลาดมาก) ก็ลงบันไดสู่ห้องรับสัมภาระ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กระแสเรื่องเมลามีนเริ่มระบาด และวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน ห้องนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับที่ดอนเมือง เหมือนกันเป๊ะๆ เพียงแต่กว้างกว่า
ทำไมเจ้าของบล็อกถึงแต่งตัวประหลาด ทำไมน่ะหรือ มาดูกัน!
อย่างนี้ประหลาดหรือเปล่าครับ?
7.00 น. เมื่อลงจากบันไดเลื่อน ก็พบกับน้ำตกสมัยใหม่เรียบๆ แต่ไม่ค่อยเด่นนัก
ถ่ายห่วยไปนิด ถ้ามีฝีมือกว่านี้คงถ่ายได้สวยกว่า
หลังจากนั้นเราก็ไปรับสัมภาระกัน
ห้องรับสัมภาระที่อาบไล้ด้วยแสงทอง
ภาพสวยในมุมเฉียง ของรางขนสัมภาระไงจ้ะ
7.18 น. หลังจากนั้นเราก็ก้าวเข้าสู่ห้องโถงที่กว้างขวาง ขอบอกว่าสวยมาก
ฝั่งซ้ายมีเสากลมสีทองตั้งเรียงราย ส่วนฝั่งขวาเป็นที่นั่งและไม้พุ่มปลูกในบล็อกสีขาว พื้นปูกระเบื้องสีขาวขัดมัน ส่วนเพดานประดับด้วยกระจกแก้วบานใหญ่ รู้สึกเหมือนอยู่ในสนามบินที่เป็นฝาแฝดกับสนามบินดอนเมืองเลยล่ะครับ
สวยงามสมกับเป็นสนามบินระดับ 5 ดาว
จุ๊ๆ ภาพแอบถ่ายหมายเลข 1: อาซ้อที่ไหนไม่รู้
(รู้แต่เจ้าหล่อนไม่รู้ตัวว่าถูกจับภาพ
)
แล้วเจ้าของบล็อกถูกหันเหความสนใจโดยที่นั่งหินขัดมันสีน้ำตาล ที่เว้นช่องไว้ปลูกพุ่มไม้ประดับ
ไม้ประดับแสนสวย
โอ้! มุมนี้สวยขนาด *o*
ถึงแม้จะไม่เลอเลิศเท่าสุวรรณภูมิ แต่สนามบินอินชอนก็สวยได้...~~
7.31 น. คณะของเราก็ได้พบกับพี่เอ็ดดี้ (นามสมมุติ) เจ้าหน้าที่จากบริษัท "นัดมาพาทัวร์" ซึ่งเป็นบริษัทที่เราใช้บริการ พี่เอ็ดดี้เป็นผู้หญิงวัยปลาย 20 หุ่นดีพอๆ กับนางวีสลีย์
! สวมเสื้อสีขาวสวมเสื้อกั๊กสีดำกางเกงสีดำ พี่เอ็ดดี้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ชาวไทยกล่าวต้อนรับ แนะนำตัว บอกกำหนดการ และพาเราออกจากสนามบิน
ออกสู่โลกกว้างกันเลย!!!
7.30 น. อินชอนหนาวมาก!! เทอร์โมมิเตอร์ที่ห้อยอยู่รอบคอบอกว่าอุณหภูมิที่นี่ติดลบ เอ๊ย ติดบวกตั้ง 16 องศาแน่ะ โคตรหนาวเลยครับ!! ถึงแม้จะหนาวจนตัวแข็ง แต่นี่ก็ไม่ใช่อุณหภูมิที่หนาวที่สุดที่เจ้าของบล็อกเคยประสบมา (ที่หนาวที่สุดที่เคยไปคือดอยอินทนนท์ หนาวตั้ง 6 องศา หนาวจนไอออกปากเลย)
รถทัวร์วิ่งออกจากสนามบินอินชอน
เมื่อขึ้นรถทัวร์ พี่เอ็ดดี้ก็แนะนำให้รู้จักกับพี่เจสัน ซึ่งเป็นชาวเกาหลีแท้ๆ เป็นนักศึกษากำลังเรียนอยู่ ทำหน้าที่ถ่ายภาพให้พวกเราและดูแลเด็กๆ ด้วย (ซึ่งมี จขบ. กับยัยเมย์ (นามสมมุติ) ลูกของเพื่อนพ่ออีกคน) เจสันที่ใส่เสื้อลายสก็อตสีน้ำเงินเทา สวมกางเกงยีนส์และแว่นตาสีดำกรอบมน แจกกระดาษให้เรา เป็นศัพท์เกาหลีเอาไว้ใช่ ใจดีจัง!
ถนนหนทางในอินชอน หาดูไม่ได้ง่ายๆ นะ
7.40 น. ออกจากสนามบิน เข้าสู่ถนนที่มุ่งหน้าเข้าแผ่นดินใหญ่ครับ ที่นี่รถราไม่ได้วิ่งทางซ้ายเหมือนบ้านเราเมืองเรานะครับ ที่เกาหลีใต้เขาขับรถทางด้าน เพราะฉะนั้นที่นี่เลี้ยวขวาผ่านตลอดครับ มองไปทางซ้ายก็มีภูเขาเตี้ยๆ สูงสองสามร้อยเมตร ไม่ต่อกันเป็นทิวเขา ด้านขวาเห็นทะเลลิบๆ
เกาะอินชอนนี่อยู่ห่างจากกรุงโซลประมาณ 40 กิโลเมตร เป็นเมืองใหม่และเมืองอุตสาหกรรม ยังมีคนไม่มาก ที่นี่รถไฟฟ้าก็มาถึงนะ ถนนก็มีแต่รถบรรทุก รถพ่วง รถส่วนตัวมีน้อยเป็นครึ่งหนึ่ง
7.42 น. หลังจากขึ้นๆ ลงๆ ทางยกระดับหลายครั้ง เราก็ได้เห็นชายหาดของเกาะอินชอน เพื่อนๆ อาจคิดว่าชายหาดที่นี่คงเป็นหาดทรายขาวสวย น้ำทะเลซัดเข้าฝั่งฟองคลื่นกระจาย มีกระโจมตั่งเตียงผ้าใบไว้ร่ม มีหนุ่มๆ อวดกล้ามและสาวๆ ใส่ชุดนุ่งน้อยห่มน้อย...
แต่ไม่ใช่เลย! ชายหาดที่นี่มีแต่โคลนเหนียวๆ ไม่มีทรายเลยสักนิด!!!
ดูเหมือนพี่ไกด์ของเราจะสังเกตเห็นสีหน้าของพวกเรา จึงบอกกับพวกเราทำนองว่า
"ที่อินชอนมีแต่หาดโคลน เพราะเกิดจากกระแสน้ำพัดเอาตะกอนจากชายฝั่งประเทศจีนเข้ามาทับถมที่ชายหาดด้านตะวันตกของเกาหลี ที่นี่จึงมีแต่โคลน ไม่มีใครเล่นน้ำกันหรอกค่ะ"
นี่ล่ะ "ความลับของทะเลตงไห่"
ถึงแม้ชายหาดด้านนี้จะเป็นหาดโคลน แต่ก็มีความอุดมสมบูรณ์ โคลนเหล่านี้สามารถใช้ปลูกข้าวได้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหารของกุ้ง จึงมีกุ้งชุมอยู่มาก ชาวประมงก็เลยหันมาทำนาผสม ทั้งนากุ้งและนาข้าวไปด้วยกันล่ะครับ ^^
หาดโคลนก็มีหน้าตาเป็นอย่างนี้ เห็นแล้วอยากลงเล่นไหมครับ
7.44 น. เราสังเกตเห็นแนวสะพานพาดผ่านขอบฟ้าที่อยู่ไกลลิบ นั่นคือสะพานที่เชื่อมระหว่างเกาะยองจองกับ "ท่าเรือน้ำลึกอินชอน" ที่อยู่ไกลออกไป สะพานนี่ยาวเป็นอันดับ 5 ของโลก! (16 กิโลเมตร) กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ครับ
![]()
โอ...ทัศนียภาพที่สวยงาม
7.50 น. รถบัสค่อยๆ จอดลงอย่างช้าๆ หน้าอาคารที่ไม่คุ้นตาแห่งหนึ่ง (เพิ่งมาเกาหลีครั้งแรกก็ต้องไม่คุ้นอยู่แล้วสิว-ะ) นักท่องเที่ยวชาวไทย (ล่ะมั้ง) จะรู้จักอาคารนี้ในนาม "ศูนย์ละลายทรัพย์เงินวอน" เพราะที่นี่เป็นศูนย์ขายสินค้าที่ระลึกและอาหารสำเร็จรูปสำหรับนักท่องเที่ยว และเป็นที่สุดท้ายที่จะต้องเสียเงินวอนในประเทศเกหลี ไปกับสินค้าของที่นี่ จึงมีชื่อเล่นดังที่กล่าว
หน้าตาของอาคารก็เป็นอย่างนี้ครับ
8.00 น. พี่เอ็ดดี้พาเราขึ้นไปชั้น 3 (ที่นี่มีลิฟท์) เพื่อรับประทานอาหารเช้าเบาๆ กัน เป็นซุปอุด้งกับกิมจิและน้ำชา เจ้าของบล็อกเป็นมนุษย์โลกเพียงคนเดียวบนโต๊ะที่รับประทานกิมจิอย่างเมามันผิดมนุษย์ O_o! โดยที่คนอื่นได้แต่จ้องมอง เมื่อเห็นดังนั้นเราจึงชักชวนให้ทุกคนทานกิมจิ บอกว่านี่มันอร่อยกว่าส้มตำท้ายซอยสุทธิพรอีกนะ! ทุกคนกลับกินเพียงน้อยนิด อย่างนี้มันไม่ให้เกียรติเจ้าของร้าน!
ดังนั้นทุกคนจึงกินกิมจิตามคำสั่งไปโดยปริยาย วะฮะฮ่าาาาาาาา!!
8.10 น. หลังจากกินเสร็จ เราทุกคนก็ลงไปเดินชมบรรยากาศภายนอก อากาศหนาวมาก เจ้าของบล็อกและยัยเมย์เดินลงบันได เบื้องหน้าของเราเป็นแนวพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่เติบโตขึ้นตามร่องคันนา บ้างก็สีแดง บ้างก็สีเขียว มีต้นไม้ที่ไม่รู้จัก มีผลสีส้มขนาดเล็กกว่าผลส้มเล็กน้อย ส่วนเบื้องขวาเป็นบ้านคนที่มีอยู่เบาบาง และด้านซ้ายเป็นที่จอดรถและแนวป่าเล็กๆ เห็นนากุ้งนาเกลืออยู่ไกลๆ เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นสีสันของฤดูใบไม้ร่วง ไม่ผิดหวังจริงจริ๊งที่มา ^^
พืชสวนทรงเตี้ย ไม่นึกว่าจะสวยขนาดนี้ เห็นแล้วน้ำตาแทบระเบิด
ทุ่งหญ้าสีทองผ่องอำไพ
ลานจอดรถโล่งๆ เดินลงไปมีหมานะจ๊ะ แต่ไม่ต้องห่วงมันถูกขัีงอยู่
(หมาแค่เนี้ยเจ้าของบล็อกไม่กลัวหรอกขอบอก)
ต้นไม้คล้ายส้มดังที่กล่าว
8.43 น. หลังจากนั่งรถไปได้ 10 นาทีกว่า รถก็มาถึงด่านเก็บค่าผ่านทาง เหมือนบ้านเราเลยแฮะ ด่านมอเตอร์เวย์ไง แต่รายละเอียดทางสถาปัตยกรรมสวยกว่าและมีร่องรอยที่บ่งบอกว่าได้รับการดูแลรักษาได้ดีกว่า ตัวด่านเป็นหลังคาโครงโลหะสีเงิน ห้องคนเก็บเงินทาสีฟ้ามีเครื่องระบายอากาศสีส้มด้านหน้า โชเฟอร์ (ซึ่งนั่งด้านซ้าย) จ่ายเงินให้กับคนเก็บเงิน (ด่านอยู่ด้านซ้าย) แล้วออกเดินทางต่อไป!
เหมือนด่านเก็บเงินบ้านเราเลย
หลังจากนี้ เราจะเข้าสู่การเดินทางที่หอมหวานและน่าทึ่ง กันแล้ว
ตอนต่อไป เราจะพาคุณเที่ยวชม
-
อนุสาวรีย์หงส์ไฟ กระทบไหล่ผู้นำประเทศ
-
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลี ณ หอบ็อบจูซา และ...
-
พระราชวังกยองบก ที่ทุกคนรอคอยนั่นเอง! ><
เตรียมพบกับเรื่องต่อไปได้ในตอนหน้านะครับ!!






บล็อกใหม่สวยนะ หวานดี
#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2009-05-09 18:26