"เกาหลีที่รัก" #3 จับตานกฟีนิกซ์
posted on 13 May 2009 16:30 by dungeonkids in Korea
ฮ่าๆ เห็นชื่อแล้วอาจจะแปลกใจ ทำไมต้องใช้ชื่อนี้ด้วยนะ
ก่อนอื่นขอขอบคุณน้าตุ้มเป๊ะ และคุณ I edd สำหรับคอมเม้นต์ในเอ็นทรี่ที่แล้วเป็นอย่างยิ่ง ชาตินี้ข้าเจ้าจะไม่ลืม จะขอจดจำไปตลอดชีวิต
วันนี้เราจะเข้ากรุงโซลกันแล้ว เย้!
สถานที่ที่ผมจะพาไปในวันนี้ก็คือ...
-
น้ำพุภราดรภาพปักษาสวรรค์ (นกฟีนิกซ์)
-
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลี ณ หอบ็อบจูซา และ...
-
พระราชวังคยองบก วังที่ตระการตาที่สุดในโชซอน!!
และในด้านเนื้อหา...
-
เจาะลึกเรื่องกรุงโซล แท้ที่จริงแล้วโซลแบ่งเป็น 2 ส่วน
ผมขออนุญาตทับศัพท์แบบสำเนียงเกาหลีนะครับ เกียงบ็อก เมียงดง เราจะไม่ใช้
เอ็นทรี่นี้ยาวกว่าหน้าที่แล้ว หวังว่าคงจะได้เสียงตอบรับเหมือนเช่นเคยนะครับ ^^
ไม่รอล่ะนะ ไปกันเลย!
...
"เกาหลีที่รัก" #3 จับตานกฟีนิกซ์
13 ตุลาคม 2551 - GMT+9
9.00 น. รถของเราเข้าสู่กรุงโซลเป็นที่เรียบร้อย ข้ามแม่น้ำฮันอันกว้างใหญ่ ขนาบข้างด้วยตึกรามบ้านช่อง ตึกระฟ้าตระการตา อพาร์ทเม้นท์น้อยใหญ่ และอาคารสำนักงานอันทันสมัย
แม่น้ำฮันนั้นแบ่งโซลออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่า "กังบุก" (ฝั่งเหนือของแม่น้ำ) เป็นที่อยู่อาศัยของคนธรรมดาสามัญชนคนชั้นกลาง ไม่มีการวางผังเมือง สถาปัตยกรรมจะไม่ค่อยสวยงาม
แต่ฝั่งนี้เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญอย่างศาลาว่าการเมือง พระราชวังคยองบก และทำเนียบประธานาธิบดี รวมไปถึงย่านการค้าดังๆ อย่างมยองดง นัมแดมุน ทงแดมุน ชินชน จงโน (ฮันกึลเขียนว่า "จงโร") และซอแดมุน
ส่วนที่สองก็คือ "กังนัม" (ฝั่งใต้ของแม่น้ำ) เป็นย่านคนรวย ที่อยู่อาศัยของดาราดังและชนชั้นสูง หากดาราคนไหนไม่ย้ายมาเตรียมตัวตกกระป๋องได้เลย มีการวางผังเมืองที่เป็นระเบียบ ถนนหนทางสวยงาม เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญอย่าง ตึก 63 Building ตึกที่สูงที่สุดในโซล อาคารรัฐสภา เป็นต้น
ดูๆ ไปแล้วกรุงโซลก็เหมือนกรุงเทพฯ บ้านเรานี่ล่ะ มีแม่น้ำตัดผ่าน แบ่งเมืองเป็นสองส่วน มีทั้งย่านล้ำสมัยและล้าหลัง กังบุก เปรียบได้กับ ฝั่งธนบุรี และกังนัม ก็เปรียบได้กับ ฝั่งพระนคร ไงล่ะครับ สมกับที่เป็นเมืองพี่น้องกับกรุงเทพฯ
แต่ที่สำคัญ! โซลไม่มีสุนัขจรจัด ไม่มีเกาะกลางทาง ไม่มีขยะมูลฝอย
โอ้โฮ!! ต่างกับกรุงเทพฯ ลิบลับ!
ต้นแปะก๊วย ต้นไม้ที่นิยมปลูกไว้ข้างทาง เนื่องจาก
มีการวิจัยมาว่าต้นแปะก๊วยดูดซับมลพิษได้ดี
7.42 น. หลังจากเข้ากรุงโซลมาได้ 42 นาที ก็มาถึง...
โอ้ กรี๊ด!! มาถึงซะทีเน้อ
ในที่สุด ข้าเจ้าก็มาถึง "น้ำพุนกฟีนิกซ์" สถานทีแห่งแรกในทริปนี้!!
อันที่จริงผมไม่เห็นด้วยกับชื่อนกฟีนิกซ์เท่าไร เพราะเอเชียตะวันออกเราเรียกมันว่า "หงส์ไฟ" สัตว์วิเศษประจำทิศใต้ตามคติความเชื่อของจีน
งั้นผมขอเรียกว่า "น้ำพุภราดรภาพปักษาสวรรค์" ละกัน (เกี่ยวกับไฟตรงไหนวะ
)
น้ำพุนี้ เจ้าหน้าที่จะเปิดน้ำพุ 1 ชั่วโมง และปิดน้ำพุ 1 ชั่วโมงสลับกัน โชคร้ายที่ข้าเจ้าดันมาตอนที่มันปิดอยู่ ก็เลยได้ภาพน้ำพุที่ไร้น้ำมาแทน น่าเสียดาย
บ้านที่เห็นอยู่นี้คือสถานรับรองอาคันตุกะ อยู่หน้าทำเนียบฟ้าของท่าน ปธน. (Blue House) ซึ่งห้ามถ่ายรูป แต่บ้านนี้ถ่ายได้ (มั้ง เพราผมแอบถ่าย โดยทำเป็นว่าจะถ่ายน้ำพุ
) คงเป็นเพราะท่านต้องการความเป็นส่วนตัว การถ่ายรูปอาจเป็นการรบกวนท่านก็ได้ (ปธน. คนปัจจุบันคือลี มยองบัก)
ส่วนด้านตรงข้ามเป็นภูเขากว้างใหญ่ โอบล้อมทำเนียบฟ้าเอาไว้ มีรูปลักษณ์คล้ายมังกร จึงได้ชื่อว่าภูเขามังกรครับ (ภูมิทัศน์งามนะเนี่ย
)
รูปปั้นครอบครัว พ่อแม่ลูก งามงด ^^
อีกจุดหนึ่งที่พลาดไม่ได้ ก็คือหอกลองสถาปัตย์โชซอนแท้ๆ
ถ่ายหลายรอบกว่าจะได้งามเท่านี้
ขออีกรูป
สวนสวยที่โชซอน
10.00 น. หลังจากนั้นเราก็ขึ้นรถอีกครั้ง แล้ววิ่งอ้อมทำเนียบเพื่อไปยัง...
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งประเทศเกาหลีใต้!!!
(국립민속박물관)
นี่คือหอบ็อบจูซา พระราชวังอุนคยูน ตั้งอยู่บนถนนซัมชองดง เขตจงโน ปัจจุบันเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติ จัดนิทรรศการการใช้ชีวิตของผู้คน ตั้งแต่ยุคเร่ร่อนจนถึงปัจจุบัน ทั้งด้านการปกครอง การศึกษา วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา คหกรรม หัตถกรรม เกษตรกรรม และสถาปัตยกรรม
ของแบบนี้พลาดไม่ได้! ต้องพาไปดู!!
เสาหินรูปเป็ด และเสาไฟฟ้า ^^
เสาหินรูปคน ทางด้านซ้ายของทางเดิน
รั้วจำลอง ทางด้านขวา
ต้นไม้บิดโค้ง หาดูไม่ได้ในบ้านเรา!!
รูปปั้นเทพประจำ 12 นักษัตร สักการะตามศรัทธาครับ!!
(4 รูปสุดท้ายมืดเพราะแสงเงาครับ ขออภัย)
แท่นโหราศาสตร์จำลอง ที่มีรูปปั้นข้างบนรายล้อม
หลังจากชมนิทรรศการภายนอก ก็เข้าสู่ภายใน...
บรรยากาศภายในนิทรรศการส่วนที่ 1
ยุคหิน - โชซอนโบราณ
มุมเอกสาร หนังสือโบราณ
พิธีแต่งงานแบบเกาหลี ใครอยากแต่งแบบนี้ยกมือขึ้น!!
โมบายแบบเกาหลี แจ่มมั้ย
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งประเทศเขาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยด้วย เช่น
-
รูปคนที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นอีกคนอย่างช้าๆ
-
สื่อการสอนเกี่ยวกับอักษรฮันกึล ที่เกาหลีใช้ในปัจจุบัน
11.00 น. หลังจากนั้นเราก็เข้าสู่เขตพระราชวังคยองบก ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ไม่ไกลนัก
พระราชวังมองจากภายนอก ตื่นเต้นๆ
มีนกมาทักทายด้วย ^^
แผนที่พระราชวัง วาดไว้บนพื้น (เจ๋ง!)
บรรยากาศภายในเขตพระราชฐานชั้นนอก
เท่าที่เก็บข้อมูลมาได้
"พระราชวังคยองบก (경복궁) แปลว่า "พระราชวังสวรรค์ประสิทธิ์" สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1394 เป็นหนึ่งในห้าพระราชวังใหญ่ของอาณาจักรโชซอน มีพระตำหนักมากกว่า 200 ตำหนัก แต่น่าเสียดายที่ถูกญี่ปุ่นเผาทำลายจนเกือบวอดวายในสงครามญี่ปุ่น-เกาหลีระหว่างปี พ.ศ. 2135-2141 ปัจจุบันมีเพียง 10 อาคาร ที่เหลือรัฐบาลฮันกุกกำลังดำเนินการสร้างขึ้นมาใหม่"
ส่วนที่กั้นเขตแดนด้วยเสาไม้ในรูปคือส่วนที่กำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่นั่นเอง
"พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่บนชัยภูมิอันดีตามหลักฮวงจุ้ย ทิศเหนือโอบล้อมด้วยหุบเขา ทิศใต้เป็นแม่น้ำ มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม อีกทั้งยังกันตาข่ายไว้ตามชายคาเพื่อป้องกันแมลง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันน่าทึ่งของชาวโชซอน"
ว้าว! อ่านแล้วยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก เอาเป็นว่าดูกันต่อกันเถอะครับ!
ประตูชั้นกลาง พาเราเข้าสู่พระราชวังชั้นใน
ประตูสุดท้ายก่อนเข้าสู่ท้องพระโรง
ตำหนักท้องพระโรง (กึนจองจอน) ส่วนที่สำคัญที่สุดของสถานที่แห่งนี้
เสาค้ำหลังคาทางเดินรอบตำหนักท้องพระโรง
พระตำหนักคยองฮเวรู ที่จัดงานรื่นเริงในพระราชวัง
เสาหินกำหนดหลับหลัก
ขุนนางจะยืนตรงไหนเสาบอกได้
12.00 น. ออกจากพระราชวัง มุ่งหน้าเข้าเมือง เพื่อทานอาหารกลางวัน
สรุปท้ายบท
เจ้าของบล็อกรู้สึกเอิบอิ่มใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่ได้เข้ามาชมพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างพระราชวังคยองบก ได้ประสานสายตากับน้ำพุภราดรภาพปักษาสวรรค์ และเพลิดเพลินกับอากาศเย็นสบายของยามเช้าในกรุงโซล
อีกทั้งได้ความรู้มากมาย ความ Y ที่ไม่อาจสิ้นสุด อยากหยุดแต่ก็หยุดไม่ได้ จากพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติ ได้เห็นความเป็นมาและความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรเล็กๆ บนคาบสมุทรเกาหลี บัดนี้ ได้เป็นที่ประจักแล้วพระราชวังคยองบกเป็นพระราชวังที่สวยงามและน่าเที่ยว เทียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดารามของประเทศไทยเราเลยทีเดียว
วันนี้ ก็ขอจบบันทึกการเดินทางตอนที่ 3 แต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนถึงคำสุดท้าย
ขอปิดท้ายด้วยไปรษณียบัตรจากเจ้าของบล็อก!!
ตอนต่อไป พบกับ...
ไปล่ะคร้าบ!!






เห็นอนุสาวรีย์ที่เป็นรูปครอบครัว .. แวดงว่าที่เกาหลีคงให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวมากๆเลยนะ
พี่ว่าดีทีเดียว อยากให้ประเทศไทยเอาสถาบันครอบครัวมาเน้นกันอีกรอบ เพราะเดี๋ยวนี้เริ่มจะหลงๆกันไปแล้ว ไหลตามกระแสโลกเยอะไปหน่อย
อนุสาวรีย์นกฟีนิกซ์พี่ก็ว่ามันไม่ใช่ฟีนิกซ์นะ เหมือนหงส์จีนนั่นแหละ แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงเรียกฟีนิกซ์ พี่เดาว่าคงเป็นเพราะเขาเปรียบเทียบกับบ้านเมืองของเกาหลีที่ฟื้นตัวจากสงคราม แล้วกลายเป็นผู้นำทางด้านอะไรหลายๆอย่างทางฝั่งเอเชียตะวันออกมั้ง 55
รออ่านตอนต่อไป
พี่เปิดเทอมพรุ่งนี้ล่ะ
อาจจะแวะมาน้อยหน่อยนะจ๊ะ
#1 By HeDw!g on 2009-05-13 16:57