"เกาหลีที่รัก" #4 ชองกเยชอน คลองอัจฉริยะ
posted on 22 May 2009 18:30 by dungeonkids in Korea
หมายเหตุ: เบื่อการเมือง มาทางนี้!
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาประเทศให้กว้างไกล ´¯`•·.·´¯`·.·•
หลังจากเขียนมาหลายวัน ยิ่งเขียนก็ยิ่งรักเกาหลีมากขึ้น เมื่อได้มาอยู่ รู้สึกสงบกว่าตอนที่อยู่เมืองไทย ที่ประเทศเกาหลีใต้มีแต่ความสงบ ไม่มีการแก่งแย่งชิงดีกัน พอเขียนไป ก็นึกถึงประสบการณ์เก่าๆ ในเกาหลี แล้วก็ย้อนมาดูประเทศไทยว่าอะไรที่เกาหลีใต้มี แต่ประเทศไทยไม่มี
วันนี้เราจะได้พบกับ...
-
เรื่องราวของข้าวและกิมจิ ที่ในหนึ่งวันคนเกาหลีขาดไม่ได้
-
เที่ยวชมชองกเยชอน ชิ้นส่วนที่หายไปของคลองแสนแสบ
-
ย่านการค้าตัวอย่าง สำหรับการพัฒนาผังเมืองไทย
เอ็นทรี่นี้ก็เป็นเอ็นทรี่สุดท้ายของวันที่ 13 แล้ว จบได้ซะที เอ็นทรี่นี้จะมีการปรับเปลี่ยนการแสดงภาพ โดยการนำภาพที่ด้อยความสำคัญมาวางซ้อนกัน เพื่อให้เอ็นทรี่ต่อจากนี้ยาวและซับซ้อนน้อยลง รวมทั้งออกแบบโลโก้ประจำภาพให้สวยสะดุดขึ้นมาอีกขั้น
ดังที่กล่าวไว้ วันนี้จะไม่ได้เที่ยวกันธรรมดาๆ แต่จะชี้แนวทางการพัฒนาประเทศไทยไปด้วย
จะเป็นอย่างไรนั้น ไปติดตามกันเลยครับ
(บทความนี้เริ่มเขียนเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม)
"เกาหลีที่รัก" #4 ชองกเยชอน คลองอัจฉริยะ
13 ตุลาคม 2551 - GMT+9
12.10 น. หลังจากออกจากพระราชวังคยองบกแล้ว ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน
วันนี้คณะของเราจะได้กินเนื้อเกาหลี "บุลโกกิ" กัน!!
มาดูหน้าตากันเถอะ ^^
เห็นแล้วอยากกินอีก บุลโกกิอร่อยที่ซู้ดดดด!
มื้อนี้เรากินกับข้าวสวย ซึ่งส่วนใหญ่เขาสั่งจากไทยนะ เป็นข้าวสวยพันธุ์เชียงรายซึ่งเม็ดค่อนข้างเหนียว ที่ประเทศไทยตอนนี้กิโลฯ ละประมาณ 40 บาท แต่ที่เกาหลีข้าวกิโลฯ ละ 180 บาท!! แพงโคตร!!
คนเกาหลีนิยมทานข้าวกับกิมจิเป็นหลัก ทุกมื้อจะขาดกิมจิกับข้าวมิได้!! ส่วนเนื้อวัวราคาแพงมาก จึงไม่นิยมกินบ่อยๆ จะหันไปทานหมูหรือปลาแทน
ร้านอาหารส่วนใหญ่จะให้บริการตัวเอง ไม่นิยมเสิร์ฟตามโต๊ะ พอพนักงานเอากับข้าวมาได้เราก็ต้องทำเอง
นอกจากกิมจิแล้วก็มีผัก 2-3 อย่างให้เลือก หัวบีทรูตสีแดง สาหร่าย และเครื่องดื่มเป็นน้ำเปล่า
13.10 น. ทานเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาโบกมือลาร้านอาหาร ขอบคุณสำหรับบุลโกกิแสนอร่อย ชาตินี้จะไม่มีวันลืม
สถานที่ที่เราจะไปกันก็คือ ชองกเยชอน คลองอัจฉริยะ!
ระหว่างทางก็ถ่ายอะไรสวยๆ งามๆ ที่ผ่านตา
ความสวยงามของตึกระฟ้า
ธนาคารกลางเก่าของประเทศเกาหลีใต้ เคยเป็นของญี่ปุ่นมาก่อน
ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม
รูปลักษณ์ที่สวยงามของทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน
13.20 น. ต่อจากนี้เราต้องเดินเอง เพื่อไปยังคลองอัจฉริยะ ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที
ระหว่างทางก็เดินดูร้านรวง และเก็บภาพแปลกๆ
ถ่านหินแรงร้อน ใช้ย่างหมู ตัวใหญ่เชียว
เดินไปเดินมา มาเจอะโคมแดงแรงฤทธิ์
เอลวิสก็ฤทธิ์แรงพอๆ กัน
(ร้านนี้เป็นร้านดนตรีด้วย)
และในที่สุด ก็มาถึง...
•·.·´¯`·.·•청계천!!!•·.·´¯`·.·•
โอ้ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!! เจ้าพระคุณรุนช่อง!!
เมื่อได้เห็นกับตา ก็พบว่าตนเองได้เห็นคลองที่งดงามที่สุดในโลก ไม่เคยเห็นคลองที่สวยงามเท่านี้มาก่อน ช่างแตกต่างจากบ้านเรายิ่งนัก วันนี้ได้มาเห็นเป็นบุญตา ขอคารวะในอัจฉริยภาพของชาวโชซอนจริงๆ
เพราะทั้งชีวิตได้แต่อาศัยอยู่ในมหานครที่ค่อนข้างสกปรก ทุกวันต้องเจอกับคลองที่ไม่เคยสะอาดของกรุงเทพฯ (ที่ไม่เทพ) เมื่อได้มาเห็นชองกเยชอน รู้สึกสดชื่นและปลอดโปร่ง เหมือนได้ยกอกออกจากภูเขา
อีกมุมหนึ่งของชองกเยชอน
พี่เอ็ดดี้พาเราไปยังต้นกำเนิดของคลองอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสถาปัตยกรรมลอยตัวรูปหอยเจดีย์ ไม่ไกลจากหอยนักก็มีน้ำผุดออกมา ไหลเป็นทางตามร่อง แล้วตกสู่ผาน้ำอันกว้างใหญ่
"สายน้ำที่คดเคี้ยว เปรียบเหมือนแม่น้ำฮันจำลอง
คอยหล่อเลี้ยงมหานครที่ไม่เคยใหลหลับ"
น้ำตกอันกว้างใหญ่ ตัดกับภูผาสีดำ ดูงดงามราวกับมีเวทมนตร์
คลองสายนี้มีความเป็นมาที่ยาวนานมาก เป็นคลองโบราณอายุกว่า 600 ปี ที่มีมาตั้งแต่สมัยโชซอน ยาวได้ 145 เส้น (5.8 กิโลเมตร) พอดิบพอดี คลองสายนี้เคยไหลจากภูเขานัมซาน ก่อนที่จะไหลบรรจบกับคลองจุงนังชอน ไหลลงแม่น้ำฮัน ที่ไหลลงสู่ทะเลเหลืองในที่สุด เดิมเป็นคลองที่ใสสะอาด พอๆ กับคลองแสนแสบในสมัยก่อนเชียว
แต่หลังจากสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงแล้ว ประเทศเกาหลีใต้ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนไม่สนในคูคลองและทรัพยากรป่าไม้ ชองกเยชอนถูกถมแล้วตัดถนนผ่านทั้งสองด้าน ต้นน้ำก็ถูกตัดขาด เมื่อมีการสร้างทางด่วนคร่อมอีกชั้น คลองสายนี้ก็เน่าเสียและตื้นเขิน เป็นที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง
ลี มยองบัก นักการเมืองผู้คิดการณ์ไกล ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงโซล ได้ริเริ่มการฟื้นฟูคลองแห่งนี้ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวกรุง แต่ก็ถูกชาวบ้านที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ริมคลองประท้วง แต่พอบูรณะเสร็จในปี 2005 (ไม่นานนะ ^^) คลองสายนี้ก็กลายเป็นสรวงสวรรค์สำหรับชาวเมือง คนเกาหลีจึงยกย่องลี และเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบัน
เมืองไทยจะมีนักการเมืองแบบนายลี มยองบักบ้างไหมนะ
พล่ามจบแล้ว มาดูกันดีกว่าว่าระหว่างทางมีอะไรน่าดูมั่ง มีเวลาตั้ง 30 นาที!
เนื่องจากเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนโซล และเป็นสายน้ำที่นี่ความงดงามอย่างยิ่ง
จึงมีคู่รักมาพลอดรักกันทุกวันที่นี่
ชองกเยชอนมีความงดงามอย่างยิ่ง เป็นที่เหมาะสำหรับการเดินเล่น
คุณแม่มือใหม่จึงเข็นลูกมาเดินเล่นที่นี่ด้วย
ชองกเยชอนไม่ใช่คลองไร้ชีวิต มีปลาเยอะแยะ
แต่ห้ามแช่น้ำนะ!
พุ่มไม้ริมน้ำสองข้างทาง และสะพานสีแดง
คุณจะได้เห็นเมื่อมาไกลมากกว่า 1 กิโลเมตร
มุมมองอันสวยงามของภูมิทัศน์ใต้สะพานสองแห่ง
สิงห์ศิลากับอาคารสมัยใหม่
15.00 น. เมื่อเที่ยวชมชองกเยชอนจนหนำใจ รถปรับอากาศก็นำเราเข้าสู่ที่พัก โรมแรม IBIS มยองดง ซึ่งเป็นโรงแรมหรูระดับห้าดาวครึ่ง (มีด้วยเหรอ?) ตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้ามยองดงอันโด่งดังของเขตจุงกู พนักงานโรงแรมต้อนรับดีมาก เราพักที่ห้อง (จำไม่ได้ ราวๆ 1645 หรือ 46 นี่ล่ะ เอา 1646 แล้วกัน)
ห้องสวยมาก มีโทรทัศน์จอ LCD อินเทอร์เน็ตไร้สาย โคมไฟดีไซน์ระดับโลก โซฟาหุ้มเบาะขนแกะ ผ้าทอจากตุรกี สุขภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ห้องน้ำรูปวงกลม ชักโครกคุณภาพอันดับหนึ่งผลิตในประเทศ ที่สำคัญก็คือมีท่อล้างทวารอำนาจทะลุทะลวงรุ่น 2000 คอยบริการกำจัดสิ่งปฏิกูลถึงหูรูด
15.21 น. หลังจากเก็บข้าวเก็บของกันเรียบร้อย เราจะพาทุกท่านเข้าสู่...
...มยองดง ใช่แล้ว!!
มยองดงเป็นย่านการค้าที่จัดผังเป็นระเบียบดีมาก เปรียบเสมือนห้างสรรพสินค้ากลางแจ้ง อากาศเย็นสบายโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ย่านการค้ามยองดงอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมนัก แค่เดินอ้อมไป 2-3 บล็อกก็ถึงแล้ว
นี่แค่ในคังบุกก็ดีขนาดนี้ แล้วคังนัมจะดีเลิศขนาดไหนเนี่ย?
บรรยากาศร้านค้าในมยองดง
มยองดงไม่เคยขาดลูกค้า ทุกๆ วันชาวเมืองในละแวกใกล้เคียงจะเข้ามาจับจ่ายใช้สอยกันไม่ขาดสาย โดยเฉพาะวัยรุ่น เมื่อเลิกเรียนแล้วก็มาจับกลุ่มกันที่มยองดง ดูของสวยๆ งดๆ งามๆ ของสินค้ามีระดับ สินค้าราคาโรงงาน สินค้าเลื่องชื่อ สินค้าทำมือ และของกิน
มยองดงเป็นย่านการค้าที่สะอาดสะอ้าน มีท่อระบายน้ำ มีทางเท้า มีถนน มีถังขยะ ไม่มีแม้แต่เศษใบไม้ ไม่มีกลิ่นเหม็นและน้ำท่วมขัง โอ๊ย! ดีกว่าจตุจักรโขเลย!
เทียบกับเมืองไทย มยองดงก็เปรียบเหมือนจัตุรัสสยาม จัตุรัสจามจุรี เพียงแต่ร่มรื่นและสะอาดกว่า ผู้คนก้าวเดินเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เบียดเสียดแก่งแย่งแซงคิวเหมือนบ้านเรา
หินกั้นทางสัญจรตามตรอกซอกซอย
สินค้าชิ้นแรกที่เจ้าของบล็อกซื้อที่นี่ก็คือ ไอศกรีม (4,000 วอน) เมื่อเดินไปสักพักก็พบร้านไอศกรีมร้านหนึ่ง คับคั่งไปด้วยนักศึกษาสาวสวยหมวยอึ๋มในชุดนักเรียน ม. ปลายสีกรมท่า เป็นไอศกรีมโคน 2 รส มีพนักงานหน้าร้านวัยสามสิบปลายๆ ตัดผมทรงสกินเฮดสวมเสื้อยืดสีเขียว พนักงานผู้นี้ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่เราด้วยการพูดภาษาไทย!
โอ้! พระเจ้าแทโจขี่ยาริส! ในที่สุดก็เจอคนเกาหลีคนแรกที่พูดไทยได้!!
แสดงว่าที่มยองดงเป็นที่นิยมของคนไทยมาก หมอนี่ก็เลยรู้วิธีเรียกลูกค้าแบบเราได้
น่าเสียดายที่เจ้าของบล็อกจำชื่อร้านไม่ได้ ถ้าใครได้ไปอย่าลืมอุดหนุนด้วยนะครับ!
(แล้วถ้าใครไปมาแล้วจำได้ช่วยบอกด้วยนะ)
อ้ำ! อาหย่อยยยยยยย....
สี่วันที่อยู่ในโซล แทบทุกคืบทุกศอกจะต้องมีร้าน "ดังกินโดนัท" โผล่มาทุกทีจนได้ เจ้าของบล็อกไม่เห็นวี่แววของมิสเตอร์โดนัทเลยนะเนี่ย สงสัยที่เกาหลีคงนิยมทานโดนัทของดังกินมากกว่ากระมัง
ร้านดังกินโดนัท ในย่านมยองดง
มยองดงยังเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ อยู่ 4 แห่ง ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าลอตเต้ มิกลิออรี อวาธาร์ และไฮ แฮริแอต เป็นที่ตั้งของบริษัทประกันภัยและรักษาความปลอดภัยหลายบริษัท นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของโบสถ์มยองดงอันเก่าแก่ สถานทูตจีน ที่ทำการขององค์การยูเนสโก และสำนักงานใหญ่ YWCA อีกด้วย
หนึ่งในห้างสรรพสินค้าทั้งสี่ของมยองดง
การโฆษณากลางถนน สามารถพบได้ทั่วไปในมยองดง
ย่านการค้ามยองดง มีชื่อเสียงมากจนมีบริษัทต่างๆ มาถ่ายทำโฆษณากันที่นี่
รวมไปถึงภาพยนตร์ ละคร ข่าวและสารคดี
รู้จักมยองดงกันพอแล้ว มาดู...
สองหนุ่มนักปั่นจักรยาน (โบราณ) ในมยองดง
ลุง ทำอะไรน่ะ! O_o
นอกจากจะมีชื่อเสียงแล้ว มยองดงยังเต็มไปด้วยคนแปลกๆ อีกด้วย...
16.20 น. หลังจากสำรวจมยองดงอย่างกระชั้นชิด เกาะติดทุกซอกทุกมุม และเดินดูร้านค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านรองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องประดับ และร้านอาหารจนหนำใจแล้ว ก็เดินเท้ากลับโรงแรม
แต่ก่อนที่จะเข้าโรงแรม ไปทำความรู้จักกับสถานีรถไฟใต้ดินของที่นี่กันหน่อยดีมั้ยครับ
ประเทศเกาหลีใต้มีเส้นทางรถไฟใต้ดินเป็นจำนวนมาก เชื่อมต่อตั้งแต่ชานเมืองตะวันตกไปตะวันออก จากเหนือไปใต้ จากเมืองหลวงถึงเมืองใกล้เคียง การบริการอยู่ในระดับดี ประเทศเกาหลีใต้ไม่มีรถไฟลอยฟ้าเพื่อคงทัศนียภาพของกรุงโซลไว้ ที่เกาหลีใต้ยังมีสถานีรถไฟกรุงโซล ซึ่งเป็นสถานีรถไฟหลักของประเทศ เหมือนกับหัวลำโพงของบ้านเรา
ทางเข้าสถานีของโซลมีเป็นพันๆ ทางเข้า ถูกออกแบบมาให้มีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันตามเส้นทางและสถานที่ มีจำนวนมากจนพูดได้ว่า "ไม่มีที่ใดในกรุงโซลที่จะไม่มีทางเข้าทุกๆ 100 เมตร!"
อย่างที่เห็นอยู่นี่ คือทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินสายสีเขียว ชื่อ "สถานีอึลจิโร-1" ตั้งอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าลอตเต้ มีทางขึ้นทางลงนับสิบ หลังคาได้รับการออกแบบให้บิดโค้งเป็นคลื่น ด้านท้ายงอนขึ้นเล็กน้อย ระหว่างลงมีป้ายโฆษณาตลอดกำแพงสองด้าน
เมื่อเข้าสู่ภายใน ก็ต้องตะลึงงัน เมื่อพบว่าตลอดสองข้างทางเบื้องหน้าคับคั่งไปด้วยร้านค้าหน้าตาดีสีสกุลนับร้อย! มีทั้งร้านขายเสื้อผ้า เครืองประดับ เครื่องหนัง ของกระจุกกระจิก รูปภาพ และที่แยกแยะมิได้อีกมาก! ทั้งชีวิตไม่เคยพบเคยเห็นทางเดินภายในสถานีใดที่มีชีวิตชีวาขนาดนี้!!
ที่กรุงเทพฯ นักเดินทางที่ใช้สถานีรถไฟใต้ดินทั้งหลายคงทราบกันดีว่า ทางเดินในนั้นแทบจะว่างเปล่า มีแต่ผนังหินขัดสีเทาทะมึน สะท้อนแสงจากไฟนีออน แทบไร้ชีวิตชีวาและอากาศ เหมือนถูกขังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่แคบและยาว กว้างแต่สั้น ถึงจะมีงานเปิดร้านก็เปิดแบบมาและไป ไม่จัดเป็นการถาวร
แต่ที่ประเทศเกาหลี (ใต้) คุณจะไม่พบบรรยากาศแบบนั้น ที่นี่ สถานีรถไฟใต้ดินของโซลเป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวาที่สุด ถ้าคุณมาเห็นคงร้องโอ้โห! แบบผม
17.10 น. หลังจากแบกสังขารขึ้นมาจากสถานีอึลจิโร-1 โดยปราศจากของฝากแม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อกลับเข้าห้องก็จัดการบันทึกสิ่งที่ได้เห็นมาทั้งหมดตลอดช่วงบ่าย อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และโทร. หาคนทางบ้าน
และแล้ว...ความมืดก็คืบคลานเข้ามา
เมื่อยามบ่ายกลายเป็นย่ำค่ำ เวลา 6 โมงเศษ พวกเราก็เตรียมพร้อมกันที่ล็อบบี้ ออกเดินทางด้วยรถปรับอากาศ ระหว่างทางได้ผ่านสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นถนนทอดลงเนินเขาไป มีแสงสีม่วงนวลตาเบื้องล่าง พี่เอ็ดดี้ก็บอกว่านั่นเป็น...
...บาร์เกย์
ที่เกาหลีไม่ค่อยส่งเสริมเรื่องเพศที่สามเท่าไร แต่ก็มีเกย์และกะเทยจำนวนไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาผ่าตัดแปลงเพศที่ไทยด้วย ในกรุงโซลมีย่านบาร์เกย์หลายแห่ง อีกอย่างคนเกาหลีชอบคาบาเร่ของไทยมาก พี่เอ็ดดี้บอกว่าจัดคณะทัวร์ชาวเกาหลีมาเที่ยวไทยทีไร ต้องมาดูคาบาเร่โชว์ทุกที
ค่ำคืนนี้เป็นคืนที่พิเศษมาก คณะของเราจะได้ไปดูการแสดง...
ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น...
ถูกแล้วล่ะ ถึงแม้จะจบการแสดงที่ประเทศไทยไปนานแล้ว แต่ที่กรุงโซลยังมีการแสดงอยู่ที่ Pagoda Theater ซึ่งอยู่ที่ไหนสักแห่งในกรุงโซล เจ้าของบล็อกก็ดัน "ยอดยี้งี่เง่า" ลืมจดที่อยู่ เอาเป็นว่าไปถามจากไกด์ของคุณดูละกัน ถ้าได้ไปเที่ยวเกาหลีใต้นะ
แต่ก่อนที่จะไปดูการแสดง ต้องกินอาหารเย็นก่อน วันนี้เราจะได้กินชาบู ชาบู กันครับ ^^
ชาบูสุดยอดดดดดดดดดดด!!
ชาบูมื้อนี้ทานกันที่ร้านอาหารใกล้ๆ กับร้านที่ทานบุลโกกิเมื่อตอนเที่ยง มีผักนานาชนิด หมูเห็ดเป็ดไก่ ข้าว กิมจิ และเครื่องเคียงเจ้าประจำอย่างผักดอง สาหร่าย หัวไชโป๊ และฟองเต้าหู้ มื้อนี้อร่อยมาก ขอการันตี
หลังจากออกมาจากร้าน หน้าร้านนั้นมีแผงขายของที่ระลึกอยู่หลายร้านด้วยกัน มีตั้งแต่ของราคาถูกอย่างโมบาย กังหันลม เชือกรัดข้อมือ ไปจนถึงราคาสูงลิบลิ่วอย่างปากกา จานรองถ้วย ช้อนส้อม กรอบรูป รองเท้า และนาฬิกาตั้งโต๊ะ
หลังจากนั้น ก็ได้เวลาออกเดินทาง สัมผัสกลิ่นอายของยามค่ำคืน...
ภาพสวยด้วยแสงสีหมายเลข 1
บรรยากาศยามค่ำคืนของโซล (และแผงลอย)
สรุปท้ายเรื่อง
วันนี้เจ้าของบล็อกได้ไปเที่ยวสถานที่ที่เป็นตัวอย่างที่ดีอย่างยิ่ง สำหรับการพัฒนาบ้านของเรา เริ่มจากที่ชองกเยชอน ไม่น่าเชื่อว่าจากที่เคยเป็นคลองน้ำเน่า กลับกลายมาเป็นสายน้ำที่ร่มรื่น อุดมสมบูรณ์และใสสะอาดได้ภายในเวลาอันสั้น ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของคนเกาหลีใต้ และการให้ความร่วมมือของประชาชนต่อภาครัฐและท้องถิ่น
จากสายน้ำแห่งชีวิต เรายังได้เห็นตัวอย่างของการวางผังเมืองที่ดี การจัดสรรย่านการค้า การดูแลรักษาความสะอาด ในการเที่ยวชมย่านการค้ามยองดง รวมไปถึงการจัดสรรพื้นที่ว่างภายในสถานีรถไฟใต้ดิน ให้มีร้านรวงเช่าพื้นที่ขาย ลดการเกิดแผงลอยตามท้องถนน การสร้างทางเดินใต้ดิน รวมไปถึงการสร้างทางลงเข้าสู่สถานีให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้บริการต้องเดินไปไกลๆ กว่าจะถึงทางเข้าแต่ละสถานี
เมื่อย้อนกลับมาที่เมืองไทย เราจะพบว่ากรุงเทพฯ ไม่มีการวางผังเมืองที่ดี สร้างอาคารใหญ่บ้างสูงบ้างสลับกันเละเทะหมด ถนนก็คับแคบ เพราะตอนที่มีถนนใหม่ๆ ไม่ได้วางผังเมืองไว้ก่อน ที่นั่นคลองของเขาใสสะอาด แต่คลองของเราก็เน่าเสียกันหมด ไม่ทำตัวสมกับเป็นเมืองพี่เมืองน้องกันเล้ยย...
ปัญหาส่วนใหญ่อาจเกิดจากนิสัยบางประการของคนไทย ที่ไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยาก ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชีวิตตนเองลำบาก การขาดภูมิคุ้มกันที่มีชื่อว่า "ความสามัคคี" ของคนไทย ทำให้เกิดปัญหาทางการเมือง ซึ่งขัดขวางการพัฒนาประเทศ จนไม่สามารถเจริญได้เทียบเท่าประเทศอื่น (ถ้าคนไทยไม่ทะเลาะกัน ป่านนี้เรามีรถไฟความเร็วสูงกันแล้ว)
เพราะฉะนั้นจึงต้องพัฒนาคนไทย ขัดเกลานิสัยเสียใหม่ จึงจะพัฒนาประเทศได้อย่างสมบูรณ์
ถ้าจะให้เลือกคลองในกรุงเทพฯ ผมขอเลือกคลองช่องนนทรี ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ เพราะมีลักษณะที่คล้ายกับชองกเยชอนมาก คือมีถนนเลียบทั้ง 2 ฝั่ง มีทางออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และปรับปรุงได้ง่ายของคลองสายอื่นเนื่องจากเป็นที่โล่ง ถ้าจะไปทำคลองแสนแสบก็คงได้แต่พัฒนาให้สะอาดขึ้น แต่คงเปลี่ยนเป็นคลองแบบชองกเยชอนไม่ได้ อาจจะโดนชาวบ้านแถวนั้นตื้บหัวแบะไปเสียก่อน
ก่อนจากกัน ขอทิ้งท้ายด้วยโปสการ์ดใบที่สองให้สะสมตามเคย
ภาพสีโทนม่วงฟ้าของน้ำพุต้นคลองชองกเยชอน
ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบาร์เกย์แต่อย่างใด
สำหรับวันนี้ ขอบอกได้คำเดียวว่า พระเจ้าแทโจขี่ยาริส!
ราตรีสวัสดิ์!
ปล. ขอบคุณทุกคนที่ทิ้งท้ายไว้ในเอ็นทรี่ที่แล้วหลายๆ หวังว่าครั้งนี้จะได้เสียงตอบรับเช่นเดิมนะครับ ^^
ปปล. มีปัญหาในการใช้ภาษา สอบถามได้ทาง ไปรษณีย์เกาหลีด่วนจัง! นะครับ






คลองแสนแสบบ้านเรา..อย่าไปหวังเลย
หน้าโรงเรียนพี่ก็มีคลองนะ .. อยู่มา6ปี เห็นมันดำลงทุกปีๆ ไม่ว่าจะเทน้ำหมักลงไปเท่าไหร่ มันก็ไม่ช่วยเล้ย~ (เพระามันไหลไปที่อื่นแล้วน้ำเน่าไหลเข้ามาแทน)
ชอบสถานีรถไฟใต้ดินด้วย ของบ้านเราขนาดผนังมีป้ายโฆษณามันยังแปะกันไม่หมดเลย
และพี่เดากว่าคนใช้รถไฟฟ้ามันมีแค่ช่วงชม.เร่งด่วนด้วยแหละ นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมี ถ้าจะขายของมันขายได้ไม่เยอะหรอก แถมไอ้ที่ทำร้านขายของเมโทรมอลล์ของบ้านเรานี่ก้ไปอยู่ในหลืบเชียว ใครจะเดินเข้าไป - -*
อยากดูJUMPด้วยอ้ะ
>w<
#1 By HeDw!g on 2009-05-23 11:08