สวัสดีครับ โทษทีที่ทิ้งบล็อกนี้ไปนาน ช่วงนี้ไม่ว่างเลยล่ะครับ เดือนสิงหาคมแทบไม่ว่างเลย งานโรงเรียนเยอะจัด เวลาที่มีเอาไปเขียนบล็อกใหม่หมด จนลืมภารกิจที่ค้างไว้ที่บล็อกเก่าไปนานนับเดือน  วันนี้กลับมาสานต่อภารกิจที่ค้างเอาไว้

นี่ก็จะใกล้ครบ 1 ปีของวันที่ผมไปเกาหลีแล้ว ปิดเทอมนี้เป็นอิสระ ว่างพอดีเลยครับ เลยลาบล็อกเก่ากลับมาเขียนก่อน ไปดู Stat มา ยังเยอะเหมือนเดิม แสดงว่าบล็อกนี้ยังมีคนสนใจอยู่ เป็นปลื้ม

 

ทริปนี้ก็ล่วงเข้าถึงวันที่ 3 แล้วครับ วันนี้เราจะได้ออกไปเที่ยวนอกเมืองเป็นครั้งแรก ไปต่างจังหวัด ต่างจังหวัดในเกาหลี! เยี่ยมไปเลยล่ะ พูดได้ว่าวันนี้เป็นวันที่เที่ยวสนุกที่สุดเลยล่ะครับ

การไปเที่ยวต่างจังหวัด สำหรับคนกรุง เหมือนเป็นการออกจากกรอบสีทึมๆ เปื้อนฝุ่นและขึ้นสนิมของชีวิต ไปสูดอากาศของชนบทภายนอก ไปสัมผัสความสวยงามของภูเขา ความร่มรื่นของสายน้ำ และความงดงามของท้องทะเล อันเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถสัมผัส หรือมองเห็นจากเมืองใหญ่ แม้จะมีสวนสาธารณะซึ่งจำลองธรรมชาติขนาดย่อมๆ อยู่ก็ตาม

ใครก็ตามที่ได้มาเที่ยวที่ประเทศเกาหลีใต้ หากไม่ได้ไปเที่ยวชนบทสักวันหนึ่ง ยังถือว่ามาไม่ถึงเกาหลี เพราะภาพลักษณ์ของประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ "เมืองใหญ่" "เทคโนโลยี" หรือ "ความเป็นสากล" แต่ยังรวมไปถึงความสวยงามของธรรมชาติ ที่ไม่สามารถพบได้ในเมืองด้วย

จะไปว่า เอ๊ย! จะว่าไป มีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรที่อยู่ใกล้โซลบ้างครับ เกาะเชจูเรอะ? ไม่ๆๆ ไกลไปครับ เปียงยาง? นั่นเกาหลีเหนือครับ ถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่อยู่ไกลจากตัวเมืองนัก มีเยอะเลยครับ แต่สถานที่ที่เราจะไปในวันนี้ มี 2 ที่ด้วยกัน ทั้งสองที่นั้นเป็นสถานที่ที่ใช้ถ่ายทำละครเหมือนกันครับ เรื่องหนึ่งเป็นละครอิงประวัติศาสตร์ ส่วนอีกเรื่องเป็นละครยอดฮิตที่สาวๆ เกาหลีติดกันตรึม ที่นั่นก็คือ...

 

แดจังกึมธีมปาร์ค และเกาะนามิครับ!

 

สาเหตุที่ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็นเกาะจันทร์เสี้ยว (ยังกับชื่อหนังจีน )  ก็เพราะว่าเกาะนามิมีรูปร่างเป็น "พระจันทร์เสี้ยว" ครับผม หรือใครจะเห็นเป็นใบไม้ก็แล้วแต่

ทั้งสองที่เป็นที่ที่สวยงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เดี๋ยวคุณก็จะได้เห็นเช่นเดียวกับผม ไม่รอช้า ไปกันเลย...

 

หมายเหตุ: ช่วงนี้ Photobucket ของผมมีปัญหาเรื่องแบนด์วิช หากภาพไม่ปรากฏขึ้น โปรดกลับมาใหม่ในวันที่ 4 ของเดือนถัดไป ขณะนี้ภาพประกอบธีมต้องฝาก host ไว้ที่ Pigwidgeon09 ขออภัยในความไม่สะดวกอย่างยิ่ง 

 

 

 

 "เกาหลีที่รัก" #6 ตระการเกาะจันทร์เสี้ยว 

 

15 ตุลาคม 2551 - GMT+9

 

ประมาณ 7.00 น. งัวเงีย ตื่นแต่เช้า เช้าวันนี้อากาศสดใส คาดว่าวันนี้จะเป็นวันที่สวยงามอีกวันหนึ่ง

หลังจากทานอาหารเช้าแล้ว ผมอยากไปคลองชองกเยชอนอีกรอบ วันแรกไปแค่ช่วงสั้นๆ ไม่จุใจ

 

ตอนแรกตั้งใจว่าจะเดินไปให้ถึงปากคลองเลยล่ะ แต่พอมาดูแผนที่แล้ว คลองยาวมากเลย สงสัยถ้าเดินดูทั้งวัน สองทุ่มก็ยังเดินไม่ถึงครับท่านผู้อ่าน

...ก็เลยเดินแค่ช่วงสั้นๆ เป็นการเดินเล่นหลังอาหารเช้า รอที่จะออกเดินทางไปนอกเมือง

 

8 โมงกว่าๆ 

สำหรับเส้นทางที่เราจะไป เราจะเดินผ่านห้าง Lotte World ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงแรม IBIS ที่ผมพักอยู่นี่เอง หลังจากนั้นเราจะเดินลอดสถานีอึยจิโร-1 (Euijiro-1 station) เพื่อข้ามไปอีกฟาก เลี้ยวซ้ายป่ายขวาไม่กี่นาทีก็ถึงชองกเยชอนครับ

 

บรรยากาศยามเช้าในโซล ดีกว่ากรุงเทพฯ อีกแน่ะ

 

ระหว่างที่เดินผ่าน เราแวะขึ้นไปบนโรงภาพยนตร์ข้างๆ ห้าง บุญตาครับ! ได้ขึ้นไปบนโรงภาพยนตร์ที่เกาหลี! แต่ตอนนั้นห้างยังไม่เปิด โรงหนังก็เลยยังไม่เปิดเช่นกัน มีแต่พนักงานทำความสะอาด แต่ยังไงเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะดูหนังอยู่แล้ว ดูไปก็ไม่รู้เรื่อง  

ผมดูหนังแต่ละเรื่อง เขาเข้าโรงช้ากว่าไทยมากเลยครับ ที่นั่นยังฉาย Eagle's Eyes, Mama Mia อยู่เลย

 

รูปปั้นสุภาพสตรีหน้าห้าง Lotte

 

จากโรงหนังมาอีกสักนิด กระผมสุดที่รักก็เดินผ่านรูปปั้นสำริดชุบทองรูปผู้หญิงสาวควงกระเป๋าไว้ในอ้อมแขน ตอนแรกผมคิดว่าเป็นพระแม่มารีย์ครับจนกระทั่งสำรวจอย่างใกล้ชิด คุณพ่อบอกผมว่าเธอเป็นแค่นางแบบ

สำหรับภาพรวมของห้างนี้ ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 4 ห้างใหญ่ในละแวกมยองดง เป็นห้างที่ใหญ่สมชื่อเลยล่ะครับ ถ้าหากเป็นในประเทศไทย Lotte เป็นแค่เครื่องหมายการค้าของหมากฝรั่งเท่านั้น ไม่ยักกะรู้เลยว่าที่เกาหลีจะเป็นแบรนด์ใหญ่ถึงกับครอบครองธุรกิจห้างเลยทีเดียว

 

และในที่สุด เราก็มาถึงคลองชองกเยชอนครับ อุณหภูมิอากาศประมาณ 13 องศา

 แสงอาทิตย์ยามเช้าสะท้อนกระจกตึกจนดูสวยงาม

ส่วนข้างบนนั้นเป็นชานระเบียงที่ยื่นเข้าหาคลอง ไว้ให้ชาวเมือง

ยืนชมคลองที่เป็นความภูมิใจของพวกเขา

 

เราพบบันไดที่นำไปสู่คลองเบื้องล่างแถวๆ สะพานกวางกโย (ในละครเกาหลีเรื่อง "ลีซาน" สะพานนี้เป็นศูนย์กลางของเชื้อโรคที่ทำให้ชาวเมืองป่วย ไม่รู้ว่าเป็นสะพานเดียวกันมั้ย หมายถึงสร้างแทนสะพานเก่านะ)

 

สะพานกวางกโย กับความงดงามของสายน้ำ

 

เราได้พบกับมุมมองของชองกเยชอนที่แตกต่างไปจากสองวันก่อน เราได้พบภาพศิลปะบนผนัง ถ้าเป็นกรุงเทพฯ เราคงพบพวกศิลปะกราฟฟิตี้ แต่ที่เกาหลีกลับเป็นภาพจำลองขบวนทหาร ตำแหน่งขุนนางในราชสำนัก ฯลฯ คล้ายกับศิลปะแกะสลักกำแพงบนสุสานของกษัตริย์จูมง

 

ทางเดินหินที่เชื่อมสองฝั่งของคลองอันงดงามแห่งนี้

 

สายน้ำเย็นฉ่ำจากน้ำตกเทียมบนกำแพงกั้นคลอง ผมชอบสายน้ำ!

 

หมู่พฤกษานานาพันธุ์ปลูกเรียงรายสองฝั่งคลอง ช่างเป็นอะไรที่งดงามเช่นนี้

 

การได้มายลชองกเยชอนอีกครั้ง เป็นการย้ำถึงความสวยงามไม่รู้จบของสายน้ำ เราได้เห็นอัจฉริยภาพแห่งการรังสรรค์คลองที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยน้ำครำ ให้กลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว เราได้พบศิลปะอันสวยงามบนกำแพง ได้พบต้นไม้หลากหลายชนิดที่เราไม่รู้จัก เลยได้เห็นว่าโลกนี้สวยงามเพียงใด ผมอยากให้กรุงเทพฯ เป็นอย่างนี้บ้าง ถ้าเพียงแต่เราจะทำสู้โซลได้...

 

ให้ตาย แบตหมดพอดี เราคงต้องกลับไปที่โรงแรมเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ซะแล้ว กลับกันดีกว่า ระหว่างนั้นคุณพ่อของผมก็ใช้กล้องที่แบตยังไม่หมดเก็บรูปต่อไป มีครั้งนึงเจอคนแก่ กับไม้ดัด จำไม่ได้ แต่ผ่านรถขายไข่ด้วย 

หลังจากนั้นเราก็ไปสมทบกับคนที่เหลือที่โรงแรม อ๊ะ ผมยังไม่ได้บอกหรือว่าเราจะไปเที่ยวกันยังไง? (ก็ยังไม่ได้บอกอ่ะเด๊ะ ) เมื่อตอนเช้าเราแบ่งกันเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกไปดูงานแบบเมื่อวันก่อน ที่อีกฟากของเมือง ส่วนกลุ่มที่สองคือเรา ก็จะนอนรออยู่ที่นี่ รอเวลาออกเดินทางไปสมทบ

 

10.00 น. เวลานี้ที่ประเทศไทยทุกคนคงตื่นกันแล้ว เป็นเวลาที่เราออกเดินทางครับ วันนี้ไม่มีรถมารับ เราต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปครับ (ตื่นเต้นๆ) วันนี้เราจะได้นั่งเปลี่ยนสายกันล่ะ (สายคือเส้นทางหลายๆ เส้นทาง คล้ายสายสีลม สายสุขุมวิทของ BTS บ้านเรา แต่ที่เกาหลีมีมีรถไฟใต้ดินหลายสาย มากกว่าของเรามากๆๆๆ เลยล่ะครับ )

เราขึ้นที่สถานีอึยจิโร-1 เป็นสายสีเขียวไปต่อสายสีม่วงที่สถานี Dongdaemun Stadium ตอน 10.24 น. อุณหภูมิที่ชานชาลาคือ 26°C ที่สถานีนี้เป็นชานชาลาข้างครับ (ที่เกาหลีมีชายชาลาข้างเดียวกับสองข้าง) พอ 10.58 น. ก็ถึงสถานีกวางนารูครับ (นารูแปลว่าท่าเรือครับ ไม่ใช่...) ผ่านมาแค่ 9 สถานีเองครับ (ยังขยันนับ)

 

หลังจากนั้นก็ต้องเดินเท้าไปให้ถึงจุดจอดรถบัสที่อยู่ไม่ไกล อากาศหนาวมากเลยไม่ค่อยมีเหงื่อครับ (ถ้าเป็นเมือง'เทพแน่นอน ร้อนแน่ๆ) ระหว่างทางก็เดินผ่านอาคารรูปร่างแปลกตา เหมือนจะเป็นสำนักงานอะไรสักอย่าง เลยเก็บภาพมาให้ดูครับ

 

 

หลังจากถ่ายรูปนี้เสร็จไม่กี่นาที รถบัสก็มาถึง จนถึงโรงแรมที่เป็นสถานที่ดูงาน ที่ตั้งอยู่บนหน้าผา เราก็เจอพี่ไกด์สาวสวย พี่เอ็ดดี้ เจอทุกคนๆ กันพร้อมหน้า ก็พร้อมสำหรับการออกเดินทางครั้งนี้ครับ ไปกันเลย....!

 

แม่น้ำฮัน เก็บภาพได้ระหว่างนั่งรถบัสผ่าน สายแล้วมีหมอกลงบางๆ ครับ

 

ขณะนี้เป็นเวลา 11.26 น. ตอนนี้รถทัวร์ (ไม่ใช่รถบัสที่เรานั่งเมื่อกี้นะ) กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนวงแหวนรอบนอกของเกาหลีใต้ (คล้ายๆ มอเตอร์เวย์บ้านเรา) สู่จุดหมายปลายทาง คือเมืองยางจู

 

ข้อเท็จจริงที่ควรรู้

1. ถนนวงแหวนรอบนอกของที่นี่ เป็นเส้นทางเชื่อมเมืองทั้งหมด 13 เมืองรอบกรุงโซล หากจะขับรถไปผ่านให้ครบ 13 เมืองนี่ใช้เวลาประมาณ 3 วัน แต่ไปเมืองยางจูแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว

2. ระหว่างการเดินทาง สองข้างทางเป็นหุบผาชันน่ากลัว ที่เมืองไทยเขาจะตัดถนนขึ้นเขาลงเนิน ทำให้รถเสื่อมสภาพเร็ว แต่ที่เกาหลีใต้เขาจะเจาะอุโมงค์หรือสร้างสะพานให้รถผ่านไปเลย ดีไหมล่ะ?

 

เที่ยงแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะทานข้าวเที่ยงที่ไหน วันนี้เราจะทานหมูย่างเกาหลีกัน! คนละอย่างกับมื้อที่ทานเมื่อวันแรกนะ นั่นบูลโกกิหรือเนื้อย่างเกาหลี ดีใจจังได้กินอาหารอร่อยๆ อีกแล้ว อยู่ที่นี่ไม่อดตายแน่นอน

สถานที่แรกที่เราจะไปในวันนี้คือ "แดจังกึมธีมปาร์ค" ระหว่างทาง ทางคณะทัวร์ก็เลยเปิดวีซีดีสุดพิเศษ เขาเปิดแดจังกึมภาครวมตอนให้เราดูล่ะ!

คือแบบว่าแดจังกึมเป็นละครที่โด่งดังและต่างชาติก็ชอบมาก โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และประเทศไทย สถานีโทรทัศน์ MBC ที่สร้างละครเรื่องนี้ก็เลยตัดเอาฉากสำคัญๆ ในละครมารวบรวมเป็นภาพยนตร์ตอนเดียว วางจำหน่ายทั่วไปในราชอาณาจักร ดูแบบ Sub-Eng แต่ไม่ได้อรรถรสเท่าแบบเป็นตอนๆ หรอก

 

13.00 น. ดูแดจังกึมได้ครึ่งทาง รถก็จอดที่อาคารสีขาวซ่อมซอหลังหนึ่ง เขาหยุควิดีโอแล้วบอกว่าเราถึงร้านอาหารแล้ว หา! ผมไม่นึกเลยว่าที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของร้านอาหารที่เราจะมากินวันนี้! 

เราต้องขึ้นบันไดแคบๆ ไปชั้นสอง ร้านหมูย่างเกาหลีอยู่บนนั้น สภาพซ่อมซอถึงภายใน

แต่เมื่อมาถึงร้านอาหาร โอ้โห! เปลี่ยนไปทันตาเห็น!

 

บรรยากาศชวนรับประทานจริงๆ

 

ร้านอาหารเป็นแบบนั่งพื้นทาน (ไม่ใช่อาหารอยู่บนพื้นแล้วให้เรานอนทานนะ!) นั่งบนเบาะรองแล้วทานบนโต๊ะต่างหาก หมูจะย่างบนอ่างโลหะที่ฝังลงไปในโต๊ะ ย่างบนตะแกรงที่จะใส่ลงไปทีหลัง มีเครื่องเคียงพวกผัก น้ำจิ้ม ฯลฯ มากมาย จากภาพโต๊ะของเราจะอยู่ด้านซ้าย

ร้านสวยยังไม่พอ อาหารนอกจากจะน่ารับประทานแล้วยังอร่อยอีก!

 

ภาพโคลส-อัพแบบถึงพริกถึงงา

ภาพหมูย่างเกาหลี เห็นทุกรายละเอียดแบบถึงพริกถึงขา!

(ไม่ใช่สิ นี่เกาหลีนะ ต้องถึงพริกถึงงาต่างหาก!)

 

หมูย่างเกาหลีอร่อยยยยยยมาก กินกับผักกาด (แพชู่) และกิมจิก็ยิ่งอร่อย แต่ผู้ใหญ่หลายๆ คนบ่นว่าไม่อร่อยเท่าเมืองไทย (ก็ผู้ใหญ่นี่เนอะ แต่สำหรับเด็กอย่างผมอร่อยสุดๆ ไปเลย)

 

13.50 น. เมื่อเราทั้งผองกินกันจนอิ่มหนำสำราญจนพอใจแล้ว ก็เข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายเบา (ใช้คำสุภาพเผื่อตอนนี้คุณกำลังกินอาหารอยู่!) ห้องน้ำแคบและก็ไม่สะอาด ต้องรีบถ่ายแล้วจึงออกมา ให้คนอื่นๆ เข้าต่อ

ก่อนจะลงจากชั้น 2 เด็กชายเกาหลีตัวเล็กๆ 2 คนก็กลับมาจากโรงเรียน ตรงผึ่งเข้าห้องเล็กๆ เล่นเกมที่ชอบ พี่เอ็ดดี้ไกด์ของเราบอกว่า ที่เกาหลีโรงเรียนเลิกเร็วมาก (ประมาณบ่ายโมงครึ่ง) เพื่อให้เวลาเด็กๆ ไปเรียนพิเศษ ไปกวดวิชาหรือเรียนดนตรี กีฬา (ดีจัง!)

 

หลังจากทำธุระกันเสร็จแล้ว มาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ก็...ไปกันเลย!

ระหว่างเดินทางก็ดูแดจังกึมจนจบ...

 

แค่ 30 นาทีจากร้านอาหารก็ถึง...

14.20 น. ถึงแดจังกึมธีมปาร์คแล้ว! เย้! ใบไม้เปลี่ยนสีสวยจัง

ตอนนี้อากาศดี 26 องศา เย็นสบายกำลังดีเลยล่ะ

 

ใบไม้เปลี่ยนสีที่แดจังกึมธีมปาร์ค

 

แดจังกึมธีมปาร์คนี้ เดิมเป็นกองถ่ายของ MBC ที่ใช้ถ่ายทำละครนั่นเอง (เหมือนกับที่ลีฟส์เดนสตูดิโอเป็นกองถ่ายของ Harry Potter) 80% ของฉากในละครถ่าย ณ ที่นี่ ครอบคลุมตั้งแต่ฉากหมู่บ้าน ไปจนถึงวังน้อยใหญ่ (แต่ไม่รวมถึงพระราชวังใหญ่ๆ ที่เราเห็นในละครหรอกนะ คงไปถ่ายที่อื่น) เมื่อปิดกล้อง MBC จึงเปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จากเดิมจะเก็บไว้ถ่ายทำละครย้อนยุคเรื่องอื่นต่อๆ ไป

ตอนนี้นักท่องเที่ยวน้อยลงแล้ว อีกไม่นานคงไม่มีใครมา MBC จะได้ใช้ถ่ายทำต่อไป

 

ธีมปาร์คกว้างใหญ่มาก ที่จอดรถก็ใหญ่ เลยขึ้นไปคือฉากถ่ายทำที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาที่กำลังเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงตามบัญญัติแห่งฤดูกาล ด้านหน้าเป็นสนามหญ้าที่ใหญ่พอๆ กับสนามศุภชลาสัย เป็นสนามหญ้าอเนกประสงค์เล่นฟุตบอลได้

ขนาบข้างทางเดิน มีร้านค้าขายอาหารว่างเรียงราบ แต่สิ่งที่สะดุดตาเรากลับเป็นแผ่นป้ายขนาดใหญ่...

...ที่ที่นักแสดงในละครประทับรอยฝ่ามือไว้!

 

แผ่นป้ายโลหะที่นักแสดงชายหญิงพิมพ์รอยฝ่ามือไว้ อาทิเช่น ลียองเอ (แดจังกึม)

ยิมโฮ (พระราชา) ฮงลีนา (แชกึมยอง นางอิจฉา) แม้แต่พระเอก จีจินฮี (มินจุงโฮ)

(ซ้ายบนเป็นของลียองเอ ส่วนขวาล่างเป็นของยิมโฮ)

 

เห็นแล้วรู้สึกเหมือนคืนถิ่นเก่า เหมือนได้หลุดเข้าไปยุคของจังกึมอีกครั้ง..

ไม่พูดพร่ำทำเพลงล่ะนะ ไปชมธีมปาร์คกันเลยดีกว่า...

 

มันนาซอ พันกับซึมนีดา!

พี่สองคนนี้เขาเป็นคนไทยจ้า มาขายของที่เกาหลี

เพื่อนๆ คนไหนไปธีมปาร์คอย่าลืมอุดหนุนนะ พี่เขาฝากบอก

 

หลังจากเดินเนินเขา (เนินเขา) ไปสัก 10 นาทีก็ถึงประตูทางเข้า ใหญ่มาก ด้านหน้ามีป้ายขนาดใหญ่ของจังกึม+มินจุงโฮ ถ่ายรูปคู่ตามสบาย วันนั้นมีเด็กอนุบาลมาเที่ยว (อาจจะเป็นทัศนศึกษา) ครูอนุบาลน่ารักดี

 

เด็กๆ นั่งถ่ายรูปหน้าประตูวัง (คิดถึงตอนเด็กๆ เนอะ ^^)

 

จากนี้ไปจะพาตะลอนชมทั่วเลยนะ จะไม่มีบรรยายคั่นล่ะ

 

ศาลาเล็ก เป็นบริเวณที่จังกึมเจอหม้อบรรจุน้ำซุปที่แม่ทำเอาไว้

แม่ของเธอฝังไว้พร้อมกับจดหมาย จังกึมมาอ่านแล้วร้องไห้

เป็นจุดที่ให้นักท่องเที่ยวแขวนคำอธิษฐาน

เชื่อว่าคำอธิษฐานจะเป็นจริง

 

ความสลับซับซ้อนของหลังคาพระราชวัง ภาพล่างเป็นจุดที่สอบปากคำนักโทษ

(พ่อผมไปนั่งบนบัลลังก์แล้วสอบปากคำผม!)

 

 

จุดที่ธีมปาร์คจัดให้นักท่องเที่ยวสวมชุดแต่งกายแบบในละครแล้วถ่ายรูป

คิดตังค์ด้วยนะ (เคาน์เตอร์ติดต่ออยู่ลึกลงไปในรูปล่าง)

 

 

 

โรงครัวกับลานเก็บโอ่งดองน้ำซุป

เขาออกแบบสวยมากเลยนะ

 

และสุดท้าย...

ระเบียงที่ยื่นออกมาจากตัววัง ใกล้กับสะพานที่พระราชากับจังกึมสนทนากัน

ภาพล่างเป็นแนวต้นไม้ริมทางเดินขาออก

 

ว้า! น่าเสียดาย อดไปดูส่วนที่เป็นหมู่บ้านเพราะพ่อไปดูมาแล้ว อีกอย่างเวลาก็หมด.. หมดไปกับการถ่ายรูป

วันนี้บรรลุเป้าหมายไปครึ่งหนึ่งแล้ว ป้ายต่อไป...เกาะนามิ!

 

ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวเกาะนามิ

  1. เกาะนามิ (Namiseom) เป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย แต่จริงๆ แล้วมาจากภาษาเกาหลี นัม-อี (남이) คนเกาหลีนิยมอ่านเสียง ม ขึ้นไปเป็นพยัญชนะ เลยอ่านเพี้ยนเป็น "นามิ"
  2. เกาะนามิตั้งอยู่ในอำเภอชุนชอน จังหวัดพังวันโด ตั้งอยู่ ณ จุดที่แม่น้ำฮันเหนือและแม่น้ำฮันตะวันออกมาบรรจบกัน เกาะนามิจึงเป็นเกาะกลางสันดอนแม่น้ำ เกิดจากการทับถมของตะกอนดิน มีลักษณะคล้ายจันทร์เสี้ยวเกือบครึ่งดวง หรือใบไม้ (ผมว่าเหมือนรังนกมากกว่า ฮ่าๆ)
  3. ชื่อเกาะนามิ มาจากชื่อของนายพลนัมอี (남이섬) นายทหารในสมัยกษัตริย์เซโจซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1441-1468 น่าเสียดายที่ตายตั้งแต่อายุยังน้อย แค่ 28 ปี เขาถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฎจนถูกประหารชีวิต พร้อมกับแม่ของเขา ครอบครัวของเขาจึงนำศพมาฝังไว้ที่นี่ เกาะนี้จึงตั้งตามชื่อของเขาเพื่อเป็นอนุสรณ์ (กว่าจะพิสูจน์ว่าไม่ผิดกว่าปาไปปี 1818 สมัยพระเจ้าซุนโจแล้ว)
  4. เกาะนามิก็มีความเชื่อ! เหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปที่มีความงดงามและนักท่องเที่ยวมักจะอดใจไม่ได้ที่จะเก็บอะไรไปเป็นที่ระลึก ความว่า "หากท่านเก็บแม้แต่ก้อนหินออกไปจากที่นี่ โชคร้ายจะบังเกิดแก่บ้านของท่าน" แต่ผมเก็บลูกหนามไปไม่ยักจะมีโชคร้ายอะไรตามมา สงสัยคงข้ามน้ำข้ามทะเลไม่ได้มั้ง

 

เกาะนามิจากมุมสูง จะเห็นเป็นรูปจันทร์เสี้ยงหรือใบไม้ (ผมว่าเหมือนรังนกนางนวล)

 

 

หลุมศพของนายพลนัมอีและมารดา

 

คนไทยรู้จักเกาะนามิในฐานะเป็นสถานที่ถ่ายทำละครรัก เรื่อง Winter Love Song ที่แบยองจุน พระเอกชื่อดังแสดงนำ แต่นอกจากนี้แล้ว เกาะนามิยังเป็นสถานที่ที่สวยงาม แม้แต่ฤดูกาลก็มิอาจขวางกั้น

 

 

เกาะนามิในฤดูใบไม้ผลิ

 

เกาะนามิในฤดูร้อน

 

เกาะนามิในฤดูใบไม้ร่วง

 

เกาะนามิในฤดูหนาว

 

แหม เห็นภาพสวยๆ กับคำโปรยที่น่าหลงใหลแล้ว อยากไปดูของจริงใจจะขาดแล้วซี งั้นไปกันเลยครับ!!

 

15.34 น. ออกจากแดจังกึมธีมปาร์ค เราดูแดจังกึมภาคพิเศษต่อจนจบ เราไม่ต้องกังวลกังใจกับเวลาเพราะกว่าเราจะเดินทางถึงเกาะนามิต้องใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมงครึ่ง ตอนนี้ฟ้ามีเมฆมาก แต่ไม่ใช่เมฆฝน พระอาทิตย์ทอแสงคล้อยต่ำสู่ขอบฟ้า ช่างใจหายเพราะครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะเห็นดวงอาทิตย์ตกที่เกาหลีใต้

 

พระอาทิตย์คล้อยต่ำสู่ขอบฟ้า ถ่ายตอนใกล้ห้าโมงเย็น

ด้านหน้าเป็นโรงเพาะปลูกผักออร์แกนิกอะไรสักอย่าง

 

17.00 น. ในที่สุดเราก็มาถึงที่พำนักสุดท้าย เกาะนามิ!

รถทัวร์ของคณะพาเรามาสู่สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคู่หนุ่มสาว ที่ตั้งอยู่นอกโซลเป็นที่เรียบร้อย

ด้านหน้าของเรา เป็นลานจอดรถที่คลาคล่ำไปด้วยชาวบ้านและนักท่องเที่ยว (ใช่ว่าจะแยกออกหรอกนะ) รายล้อมเป็นอาคารน้อยใหญ่ ผสมผสานระหว่างร้านอาหาร ร้านค้า และท่าเรือ เราต้องนั่งเรือไปยังท่าเรือที่เกาะนามิ ก็เหมือนนั่งเรือโดยสารข้ามแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเอง เพียงแต่บรรยากาศแวดล้อมร่มรื่นกว่า

 

 

ภาพบนเป็นร้านอาหาร ภาพล่างเป็นซุ้มประตูทางเข้า

ห้องน้ำอยู่ทางด้านขวา สะอาดดี แต่คงไม่จำเป็นต้องเก็บภาพมา

 

พี่เอ็ดดี้จัดแจงซื้อตั๋ว พี่เขาใจดีมาก แหม...ก็เงินของเราเองแหละ

17.14 น. หลังจากได้ตั๋วแล้วก็นั่งเรือชมทิวเขากัน คนไม่แน่นเท่าไหร่ มีที่พอวิ่งเล่นได้ ตอนนี้อากาศกำลังดี มีหมอกเล็กน้อย แค่ 19 องศาเท่านั้น อยู่เกาหลีมานานเลยรู้สึกไม่หนาว ทั้งขุนเขาและสายน้ำเป็นสีเขียวสวยมาก

 

 

สายน้ำและทิวเขา เหมือนเที่ยวเมืองจีนเลยนะจะบอกให้

 

17.25 น. เรือยนต์จอดเทียบท่าเกาะนามิ อากาศดีมากที่นี่ ได้กลิ่นของธรรมชาติและลมหนาวที่พัดมาจากไซบีเรีย ที่นี่คนก็เยอะเหมือนกัน มองไปด้านซ้าย เห็นแนวไม้โค้งลับสุดสายตา ครั้นมองไปด้านขวา ก็เห็นแนวเกาะคดโค้งหายลับในสายหมอก ซุ้มประตู โอ้โห! ช่างใหญ่โต

 

 

ซุ้มประตูและดอกไม้ ประการด่านแรกที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว

 

 รูปปั้นหญิงเปลือยโป๊ ถัดมาเป็นต้นสนที่ประกอบจากเทคโนโลยี ^^

เคียงข้างหินที่จารึกเป็นชื่อเกาะ

 

ขณะนี้ย่างเข้าสู่ 30 นาทีหลังของ 5 โมงเย็นแล้ว ฟ้าเริ่มมืด แต่พระอาทิตย์ยังทอแสงรำไร ดังนั้นกระผมนายคิมผู้ต่ำต้อย จะพาทุกคนทัวร์เกาะนามิตั้งแต่ ณ บัดนี้ ทุกท่านจะได้ดื่มด่ำกับความงามของเกาะสวรรค์กลางลำนำฮันนี้จนลืมไม่ลงและไม่อยากจากเลยทีเดียว

 

ทางเดินหินบนเกาะนามิ นำไปสู่ทางเดินที่โอบล้อมด้วยต้นไม้สูงที่ปลูกเป็นแนวเดียวกัน

สัญลักษณ์และความงดงามที่นักถ่ายคอยเก็บภาพเป็นที่จดจำสักรูปหนึ่ง

 

 

เดินชมเกาะจนเพลิน เลยเดินมาถึงท้องทุ่งใหญ่ และมาถึงรางรถไฟด้วย

 

รางรถไฟมีไว้สำหรับรถไฟขนาดเล็กแล่น ที่นี่จะมีรถไฟให้บริการแก่นักท่องเที่ยว นั่งรอบๆ เกาะนามิ เสียดายตอนที่ผมมาไม่มีรถไฟผ่าน ว่าจะนั่งไปดูหลุมศพของเจ้าของชื่อ "นามิ" ซะหน่อย

พ่อกับผมเดินเรื่อยเปื่อยออกนอกเส้นทาง หลายๆ คนก็เดินเรื่อยเปื่อยอยู่แล้ว เราก็เก็บภาพธรรมชาติสวยๆ อากาศที่เกาะนี้เย็นสบายจริงๆ แต่ก็เริ่มหนาวแล้วล่ะ (ตอนที่มาถึงแค่ 19 แต่ตอนนี้ 14 องศาแล้ว หนาวทีเดียว) ที่นี่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่นๆ แต่เหมือนมีมนตร์วิเศษราวกับที่นี่งดงามกว่าที่ใดๆ

บนเกาะนามินี่มีต้นไม้แปลกตาที่พิเศษไปจากแผ่นดินใหญ่ มีต้นไม้สูงชะลูดที่ไม่รู้จักชื่อ เรียงแถวเป็นเส้นตรงตามแนวตั้งและแนวนอน แต่ละต้นห่างจากต้นอื่นๆ เท่าๆ กัน เหมือนไม่ได้ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซ้ำออกผลเป็นลูกหนามเสียอีก ลูกแก่ๆ หล่นเกลื่อนพื้นเลยครับ ต้องระวังอย่าไปจับหรือนั่งทับเข้า เตือนแล้วนะ

 

เราเดินออกนอกเส้นทางไปเรื่อยๆ จนถึงสุดขอบของเกาะ ณ ฝั่งแม่น้ำอีกด้านหนึ่ง

Oh! WE ARE LOST! (ไม่ช่าย!) 

 

ความงดงามของธรรมชาติที่แม้แต่ธรรมชาติเองก็รังสรรค์ไม่ได้

แม่น้ำฮัน ณ อีกฟากหนึ่งของเกาะช่างสวยงาม

ใบไม้ที่ใกล้โรยราเปลี่ยนสีอย่างช้าๆ

 

18.00 น. โอ้! พระอาทิตย์ตกเสียแล้ว เดินเพลินจนลืมคณะที่มากับเราเลย ได้เวลากลับแล้วล่ะ!

ฟ้าเริ่มมืด อากาศเริ่มหนาวเย็น เราได้เห็นแต่พระอาทิตย์หายลับ ไม่ได้เห็นมันตกลับขอบฟ้าจริงๆ

 

 

พระอาทิตย์ตกลับยอดไม้ที่เกาะนามิ

ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นอาทิตย์ตกในเกาหลี

 

...แม้ทิวาจะจบสิ้น แต่ที่เกาะนามิยามราตรีกลับสวยสดงดงามประดุจใบไม้มีแสงสว่างในตัวเอง

ผมกับพ่อเดินย้อนกลับไปที่รางรถไฟ โอ้! มันช่างสวยอะไรเช่นนี้...

 

 

ในที่สุดผมก็มาหยุดที่เวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดที่ผมประสบเจอ ความงามของแสงขาวที่ส่องต้องรางรถไฟ เกิดเป็นภาพที่น่าประทับใจต่อทุกสายตาที่ได้เห็นภาพ ณ จุดนี้และช่วงเวลานี้ แม้ตอนนี้จะไม่มีหิมะตกแต่ผมรู้สึกเหมือนมีหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่ก่อตัวจากเกล็ดน้ำแข็งหลายรูปร่างแต่อุ่นอย่างประหลาดตกมายังจุดที่ผมยืนรากงอกอยู่

 

 

 

ความงดงามของที่แห่งนี้ทำให้ผมนึกถึงละครเวทีเรื่อง "ข้างหลังภาพ" (ใช่ว่าผมจะได้ดูหรอกนะ) ไม่ใช่สิ ต้องเป็นนิยายต้นฉบับของ "ข้างหลังภาพ" ต่างหาก ผมเห็นพระเอก นพพร ยืนรอรถไฟอยู่ที่ญี่ปุ่นล่ะครับ ใช่แล้ว จุดรอรถไฟแห่งนี้ทำให้ผมนึกถึงจุดรอรถไฟที่ญี่ปุ่นในสมัยหลังสงครามโลก แสงขาวทำให้ผมนึกถึงหิมะ เป็นความรู้สึกที่งดงาม ผมจึงเก็บรูปจุดรอรถไฟแห่งนี้เอาไว้

 

เบื้องหลังม่านสีทองของฤดูใบไม้ร่วง รางรถไฟทอดตัวหายไปในความมืด

 

เอาล่ะ จบความทรงจำที่งดงามกันได้แล้ว กลับไปสมทบพรรคพวกกันเถอะ

ออกนอกเส้นทางมานานแล้ว กลัวว่าจะหาถนนหลักไม่เจอ (เกาะนามิไม่มีถนนหรอก ต้องเรียกทางเดิน)

 

18.14 น. ในที่สุดก็มาถึงทางเดินกลางหมู่ไม้ นึกว่าจะหลงทางซะแล้ว เจ้าหน้าที่เขาเปิดไฟนำทางแล้วล่ะ สีส้มนวลตา

แสงจากเสาไฟเตี้ยๆ ทำให้เกิดภาพแห่งความงดงามอีกครั้ง...เป็นครั้งสุดท้าย

 

 

ทางเดินที่แต่งแต้มด้วยแสงนวลตา ท่ามกลางหมู่แมกไม้สูงละลิ่วเกินเอื้อม

(ภาพนี้เกิดจากการซ้อนภาพ 2 ภาพอย่างแนบเนียน)

 

ว้า! น่าเสียดาย เดินมะงุมมะงาหลาในป่าใหญ่ซะมืดค่ำ เลยอดไปดูหลุมศพของนายพลนัมอี  อดเก็บภาพมาให้เพื่อนๆ ดูเลยล่ะครับ ถ้ามีโอกาสมาเที่ยวเกาะนี้อีกจะไปเป็นที่แรกเลย

ไม่แน่ใจว่าผมเก็บอะไรบางอย่างออกจากเกาะนามิรึเปล่า และก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนแล้ว  เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามีความเชื่อ (ดู "ข้อเท็จจริงที่ควรรู้" ด้านบน) แต่โชคร้ายไม่ยักกะตามมาที่บ้านผมนะ (เว้นแต่เรื่องพรุ่งนี้ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง)

อากาศเริ่มจะหนาวววววขึ้นเรื่อยๆ บรื่อออ ได้เวลากลับกันแล้วล่ะ

 

ซุ้มประตูยามพลบค่ำ และท่าเรือที่แต่งแต้มด้วยแสงไฟ

ใจหายที่ต้องลาจากเกาะแห่งนี้เสียแล้ว

 

18.20 น. มากันครบแล้ว พวกเราก็นั่งเรือกลับ ขากลับนี้คนเยอะกว่าขามา เพราะเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายแหล่ควรกลับกันแล้ว อีกอย่างไม่มีใครอยากพิสูจน์... มีข่าวว่าที่นี่มี ผะ...ผะ...ผะ...ผี!! กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!

ฮ่า ฮ่า ผมล้อเล่นครับ ไม่มีข่าวลือซะหน่อย

 

 

หลอดไฟ แหล่งกำเนิดแสงเพียงแหล่งเดียวบนเรือลำนี้ (เฉพาะที่นั่งผู้โดยสาร)

ภาพล่างเป็นแสงสีจากท่าเรือที่เราจากมาและกำลังมุ่งหน้าไป

 

บ๊ายบาย...เกาะนามิ~~~

 

18.28 น. เพียง 4 นาทีจากเกาะนามิ เรือก็จอดเทียบท่า วันนี้การเดินทางชมธรรมชาติก็เสร็จสิ้นลงแล้ว อีกนานกว่าเราจะได้กลับมาที่นี่อีก แต่... อุ๊บ ต้องขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ!

จากนี้ไปเราจะเดินทางกลับโซล ที่นี่หกโมงครึ่งแล้ว แสงสุดท้ายแห่งดวงตะวันหายไปจากท้องฟ้าโดยสิ้นเชิง เราจะใช้เวลาเดินทางกลับประมาณสองชั่วโมง น้อยกว่าขามาชั่วโมงนึงเพราะคราวนี้เราจะไปตรงๆ ไม่ลัดเลาะที่ใดๆ

 

ขากลับ พี่เอ็ดดี้เปิดหนังเกาหลีเรื่องแทกึกกี เลือดเนื้อเพื่อฝัน วันสิ้นสงคราม (Taegukgi) ซึ่งเคยเข้าฉายในไทยเมื่อหลายคนมาแล้ว (ดูพากย์ไทยน่ะ นี่เป็นแผ่นของไทยเขา) เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริง เกี่ยวกับความสัมพันธุ์ของพี่น้องตระกูลหนึ่งที่ถูกจับพลัดจับผลูมาเป็นทหารในสงครามเกาหลี เมื่อห้าสิบกว่าปีที่แล้ว

หนึ่งชั่วโมงแรก: เป็นหนังที่น่าสยดสยองอะไรเช่นนี้ มียิงเลือดสาด มีผ่าท้อง ไส้ไหล หนอนไช ระเบิดกระจุยกระจายเปรี้ยงปร้าง เศษอวัยวะ... ความโหดร้ายของหนังเรื่องนี้สุดจะบรรยาย เด็กน้อยตัวเล็กๆ คนนี้ดูไม่ได้

แต่สำหรับภาพแรก เป็นหนังที่น่าประทับมาก เรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา สงสารน้องชายน่ะ เป็นโรคหัวใจแล้วยังต้องเป็นทหาร พี่ชายก็ต้องตามมาดูแลน้อง วันหนึ่งเขากลับไปหาครอบครัว ทหารของเกาหลีใต้ไปยิ่งแฟนสาวของเขา ทำให้ตัวพี่ชายแค้นมาก เลยไปเป็นทหารเกาหลีเหนือเพื่อแก้แค้น สุดท้ายก็มาเจอน้องชาย แล้วก็จำความได้กลับใจไปช่วยยิงปืนกลใส่พวกฝ่ายเหนือ แต่สุดท้ายก็ถูกยิงตายล่ะ

อีก 50 ปีต่อมา น้องชายซึ่งแก่แล้ว ได้เป็นเศรษฐี ได้รับโทรศัพท์จากรัฐบาลว่าพบโครงกระดูกของพี่ชาย ตนก็นั่งรถไปดู พอถึงหลุมศพก็ทรุดตัวข้างๆ โครงกระดูกแล้วร้องไห้ เป็นฉากที่ซาบซึ้งมาก

(อันที่จริงผมดูไม่จบหรอก เพราะถึงโซลเสียก่อน ช่วงหลังๆ ไปดู True Film Asia เอาเอง)

 

ข้อเท็จจริงที่ควรรู้

  • วีรกรรมของสองพี่น้องนี่ ยืนยันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ นะ! ชาวเกาหลีใต้ซาบซึ้งมาก ในตอนนี้ ณ ที่แห่งหนึ่งในเกาหลี มีอนุสาวรีย์ของสองน้องพี่ ยืนกอดกัน ว่ากันว่าไม่มีใครที่ได้เห็นรูปปั้นนี้แล้วไม่ร้องไห้ (น่าเสียดายที่พวกผมไม่ได้ดูเพราะวันเที่ยวหมดแล้ว )

 

ฮยองแจอึยซาง (형제의상) หรืออนุสาวรีย์สองพี่น้อง

  

กลับมาที่การเดินทางของเรา ตอนนี้เรากำลังมุ่งหน้าเข้าสู่มหานครของเกาหลีโดยความเร็วสูง! รถราที่วิ่งอยู่บนถนนมีไม่มากจนกระทั่งใกล้เขตตัวเมือง ในชนบทต้นไม้รูปร่างแปลกตาต่างจากต้นไม้ที่ประเทศไทยมาก กิ่งก้านบิดงอเป็นเส้นโค้งบ้าง เป็นฉากบ้าง คงเพราะอากาศที่นี่หนาว ทำให้กิ่งก้านของต้นไม้มีลักษณะแปลกๆ

เหลือบไปเห็นท้องฟ้า วันนี้พระจันทร์สีแดงด้วย ต้องเกิดจันทรุปราคาแบบเงามัวอย่างแน่นอน (ดวงจันทร์ผ่านเข้าไปในเงามัวของโลก ทำให้พระจันทร์มืดลงกว่าปกติ) พยายามจับภาพให้ได้ แต่รถแล่นเร็วมากเลยถ่ายไม่ทัน ได้มาไม่กี่รูปเอง (ไม่ได้เอามาอวด)

แล้วพอเข้ากรุงโซลแล้ว รถทัวร์ก็ขับเลียบแม่น้ำ คราวนี้เราได้เห็นสะพานต่างๆ ประดับประดาด้วยแสงไฟสวยมาก อยากลงไปถ่ายรูปมากๆ เลย โชเฟอร์จอดหน่อย!!

แล้วในที่สุด...

 

  

โซล บริเวณใกล้กับร้านอาหาร ชวนให้มองย้อนหลัง

 

20.30 น. เฮ้อ! ในที่สุดก็ถึงร้านอาหารที่เราจะกินอาหารค่ำ เอ้า! ถึงแล้ว ลงๆๆ

มื้อนี้เป็นไก่ตุ๋นโสมด้วย ไก่ตัวเบ้อเริ่มในน้ำซุบร้อน ตุ๋นกับโสม ยัดข้าวและเม็ดพุทราลงไปพร้อมเสิร์ฟ แค่บรรยายก็อยากกินแล้วใช่ไหมล่ะ แน่ใจนะว่าอยากกินจริงๆ

แน่นะ? ไม่เปลี่ยนใจนะ? งั้นไปกัน!

 

บรรยากาศภายในร้าน ขวาเป็นโสมชนิดต่างๆ ดองเอาไว้

คนแน่นมาก แสดงว่าอาหารอร่อย ดูตราก็รู้

 

ร้านนี้ได้ตรารูปมูกุงฮวา (ดอกไม้ประจำชาติเกาหลี) ด้วย ตรานี่คล้ายๆ กับ ตรา อย. ตรา "เปิบพิสดาร" หรือตรา "อาหารสะอาด รสชาติอร่อย" ของไทยนั่นล่ะ ตรานี้คาดว่าออกโดยรัฐบาลเกาหลี แสดงว่าอาหารที่นี่ต้องอร่อยมากแน่ๆ

เวลามันผ่านไปนานแล้ว จำไม่ได้ล่ะว่าร้านนี้อยู่ที่ไหน แต่รสชาติอาหารที่นี่ผมไม่เคยลืม...

 

 

หน้าตาของไก่ตุ๋นโสม น่ากินไหมล่ะ พวกคุณกินได้แค่นี้ล่ะ ฮ่าๆ

 

พวกเราแต่ละคนได้ไก่ตุ๋นโสมคนละแค่ 1 ชามเท่านั้น แค่หนึ่งชามก็อิ่มแล้วล่ะ ไม่ต้องรออาหาร เพราะอาหารมาเพียงไม่กี่นาทีหลังจากก้นติดเก้าอี้

ชิมช้อนแรก โอ๊ย...ร้อน!! ร้อนๆๆๆ กว่าจะทานได้ก็หลายนาทีครับ ต้องรอให้เย็นเสียก่อน

 

พอกินเสร็จ ลิ้นผมก็บวมขึ้นมา สงสัยแพ้สารชูรสที่อยู่ในไก่ตุ๋น อาจเป็นเพราะว่าอาหารร้อนมาก หรือเป็นเพราะฤทธิ์ส่วนผสมบางอย่าง เช่นโสมเป็นต้น

กินมื้อนี้ผมเข็ดเลยล่ะ ไม่กินอีกแล้ว! ไก่ตุ๋นโสม!

 

รับประทานอาหารค่ำเสร็จ นั่งรถบึ่งกลับโรงแรมทันที ถึงห้อง อาบน้ำนอน และบันทึกไดอารี่...

 

 

 

หมดไปแล้วสำหรับอีกวันหนึ่ง วันนี้เที่ยวกันสนุกมากเลยใช่ไหมครับ

วันนี้เราได้ไปชมความงามของธรรมชาติ ได้ออกไปเปิดประสบการณ์นอกเมือง ได้หวนระลึกอดีตที่แดจังกึมธีมปาร์ค ได้สัมผัสกลิ่นไอของฤดูใบไม้ร่วงที่เกาะนามิ ได้รับรู้ความสูญเสียและเห็นความโหดร้ายป่าเถื่อนของสงครามไปกับ "แทกึกกี" ได้รู้จักเกาะนามิ จังกึม และเกาหลีมากขึ้น และยังได้บทเรียนที่ว่า "ถ้าคุณไม่แน่ อย่ากิน 'ไก่ตุ๋นโสม' !!" ด้วย

ก่อนจากกัน ผมทำโปสต์การ์ดมาอวดโฉมอีกครั้ง เป็นรูปหมู่ไม้บนเกาะนามิ สวยไม่รู้ลืมจริงๆ

สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน ลาก่อนครับ สวัสดี

 

 

 

อ๊ะๆ เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งไป!

ก่อนจากกัน ผมมีรูปหนึ่งมาให้ดู ทุกคนเห็นสิ่งผิดปกติในรูปนี้ไหมครับ 

 

แดจังกึมธีมปาร์ค มีโทรทัศน์ด้วยครับ 555+ 

(อย่างนี้คนเกาหลีก็เป็นผู้ประดิษฐ์โทรทัศน์น่ะสิ ก๊ากๆๆๆ )

 

เพลง My Memory จาก Winter Love Song ครับ

 

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยาวมากกกกกกกกกกกกกก
อ่านไปมึนไป เพราะดารากับชื่อหนังที่ว่ามา ไม่รู้จักและไม่เคยดูซักเรื่องงง


(แต่อ่านจบนะ)

ไปเที่ยวมาจะปีนึงแล้ว ยังจำรายละเอียดได้เยอะเลย แสดงว่าแอบจดไวด้วยรึเปล่าเนี่ย?
555555

#1 By HeDw!g on 2009-10-21 11:47

แดจังกึมมีโทรทัศน์ 5555

#2 By .. * Ar๋tist ♥ on 2009-10-23 18:11

สีสันสดใสมากๆๆๆๆๆๆๆๆ
ทำให้อ่านหนังสือยาก
มองไม่เห็นเลย
ต้องctrl A คลุมตลอด
แต่ว่าชอบค่ะ
ภาพสวย
เรื่องสนุก

#3 By katak on 2009-12-07 14:17

ภาพสวย วิวสวย อยากไปจังค่ะ

#4 By ทัวร์เกาหลี (124.121.122.191) on 2009-12-16 05:54

Some time ago, I did need to buy a building for my business but I did not earn enough cash and couldn't buy anything. Thank goodness my sister proposed to try to take the <a href="http://goodfinance-blog.com">loan</a> at banks. Therefore, I did so and was happy with my consolidation loan.

#5 By RosalynWallace26 (91.212.226.143) on 2011-11-07 05:52

Alone with your research paper completing task? Do not worry, because that is available to buy essay writing anytime from the papers writing service.

#6 By term paper (91.212.226.136) on 2012-01-13 08:37