หมายเหตุ: เอ็นทรี่นี้จะเป็นเอ็นทรี่สุดท้ายของ จขบ. แล้ว

หลังจากนี้ไป ขอเชิญทุกคนเข้าชมบล็อกใหม่ของผม

ขออภัยในความไม่สะดวก ที่ไม่มีสกอล์บาร์

 

 

สวัสดีครับ ขออภัยที่ห่างหายไปนาน ช่วงนี้ใช้บล็อกใหม่อยู่ จะกลับมาเขียนก็ตอนปิดเทอม

เนื่องจากไม่ได้แต่งรูปเตรียมไว้ จึงต้องมานั่งทำอยู่เนี่ย ตอนนี้เสร็จแล้วคร้าบ

 

วันนี้ จขบ. ต้องเผชิญกับ...

  • คนบ้า
  • เลือดกำเดาไหล
  • การอาเจียนครั้งใหญ่
ท่าทางวันนี้จะไม่ค่อยดีซะแล้ว เอาไงล่ะ

 

หลังจากจบเอ็นทรี่นี้แล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้เขียนอีกมั้น เพราะตอนนี้จะเขียนอะไรก็ใช้บล็อกเก่า แต่ถ้ามีเรื่องอะไรที่เขียนในบล็อกใหม่ไม่้ได้ ก็จะกลับมาเขียนที่บล็อกเดิมแห่งนี้นะครับ

 

 

ทุกการเดินทางย่อมมีจุดเริ่มต้น และในที่สุดก็ต้องจบลง 

บัดนี้ ชีิวิตคนไทยในเกาหลีก็สิ้นสุดลงแล้ว สำหรับข้าพเจ้า...

แต่จะจบอย่างมีความสุขหรือไม่นั้น ขอเชิญชมนะบัดนี้...

 

 "เกาหลี ที่รัก" #7 เมื่อคนบ้าอำลาฉัน

 

16 ตุลาคม 2551 - GMT+9

 

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเกาหลี 4 วันที่ผ่านมานี่สนุกมาก เหมือนได้เกิดใหม่

 

6.00 น. ตื่นขึ้นมารับแดดยามเช้า วันนี้ท้องฟ้ามีเมฆมาก

ลุกขึ้นจากเตียง จัดที่นอน เดินไปเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน

 

ห้องน้ำของโรงแรม IBIS มยองดงเป็นห้องน้ำที่ค่อนข้างธรรมดา มีขนาดใหญ่กว่า 1 ตารางวาเล็กน้อย มีอ่างล้างหน้า ที่ยืนอาบน้ำ เหมือนห้องน้ำโรงแรมในเมืองไทย เว้นแต่ชักโครก ที่นี่เขาใช้ชักโครกที่สามารถฉีดน้ำเองได้ ชักโครกเองได้ แถมมีอุปกรณ์ฉีดล้างแบบ Bidet อีกด้วย (ซึ่ง จขบ. ลองเสียหลายครั้ง )

 

หมา่ยเหตุ: Bidet คือ การล้างทำความสะัอาดอวัยวะเพศหญิงครับ

 

โฉมหน้าสุขภัณฑ์ที่ว่า

 

นอกจากภาษาเกาหลีแล้ว บนฉลากของสุขภัณฑ์มีภาษาญี่ปุ่นด้วยนะ (อังกฤษน่าจะมี จำไม่ได้แล้ว)

 

มาคุยกันต่อที่อ่างล้างหน้า เป็นอ่างกลมๆ ฝังในเซรามิกสีเขียวแก่ มีระบบน้ำเย็น-น้ำอุ่น ส่วนที่ยืนอาบน้ำก็เป็นห้องเล็กๆ ล้อมด้วยกระจกพลาสติก บนผนังติดตั้งฝักบัวสเตนเลสแบบถอดออกได้ ตัวฝักบัวสามารถปรับได้ 3 แบบ เป็นระบบน้ำผสมเช่นกัน จขบ. ลองมาทุกสภาพตั้งแต่เย็นสุดขั้วจนถึงร้อนจี๋๋ ผลปรากฏว่าผมชอบน้ำเย็นมากกว่า ก็เลยอาบบ่อยกว่าน้ำอุ่น ฝักบัวนี้ดีตรงที่ปรับร้อนเย็นได้ทันใจนัก (อยู่ที่บ้านต้องรอนานกว่าอุณหภูมิจะเปลี่ยน)

 

เมื่ออาบน้ำเสร็จ ผมก็เปิดทีวีดู ปรากฏว่าไปเจอละครที่ 19+ ล่ะครับ แต่ก็ดูไม่นานหรอก

 

7.00 น. เก็บข้าวของเสร็จแล้ว ก็ลงไปรับประทานอาหารเช้าที่คอฟฟี่ช็อป

มื้อเช้าสุดท้ายแล้ว ตักในสิ่งที่อยากกิน...

 

สภาพอากาศของโซลมองจากคอฟฟี่ช็อป

มีหมอกลงจัดทัศนวิสัยไม่ค่อยดี

 

7.50 น. กินข้าวเสร็จแล้ว ก็กลับขึ้นไปบนห้องอีกครั้ง เอาสัมภาระลงมา มีพนักงานช่วยขนของด้วย

 

8.10 น. ทุกคนรวมทั้งผมลงมารอที่ล็อบบี้เรียบร้อย รถโค้ชปรับอากาศมาจอดรอเราแล้ว สัมภาระก็อยู่บนรถเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้อุณหภูมิก็ 19°C สบายๆ ครับ

 

ช่วงเช้าอันสวยงาม ณ โถงทางเข้าของโรมแรม

(สว่างวิ้งๆ เป็นสีชมพู)

 

แต่ก่อนที่จะขึ้นรถ สายตาของ จขบ. ก็ไปเจอเข้ากับ...

 

 

 

...คนบ้าครับ คนบ้า

 

อันที่จริงจะไปเีรียกเขาว่าคนบ้าไม่ได้หรอก ควรเรียกว่าคนจรจัด (Vagabond หรือ Strayed man) จึงจะเหมาะสมกว่า เรียกคนบ้าเดี๋ยวจะไม่สุภาพ

เมื่อเห็นดังนั้นแล้ว จขบ. จึงตามไปถ่ายรูปทันที

 

ดูเหมือนเขาจะไม่รู้สึกตัว

 

 

รูปพรรณสัณฐานของคนๆ นี้ เป็นชายวัยราวๆ 30 ปีคนหนึี่ง มีหนวด สูงพอๆ กับ จขบ. ทรงผมกระเซอะกระเซิง สวมเสื้อคอรูปตัววีสีดำทับด้วยแจ๊กเกตสีเขียวขี้มา การเกงสีดำ ถือขวดน้ำแถมเท้าข้างหนึ่งไม่สวมรองเท้าอีกด้วย นี่ล่ะ จรจัดครบชุดเลย...

จขบ. ตามถ่ายคนจรจัดคนนั้นเป็นเวลา 2 นาทีราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน (ก็ไม่เคยจริงๆ นี่นา)

 

การได้เห็นคนจรจัดคนหนึ่งในเกาหลี ทำให้ จขบ. คิดได้ว่า ถึงแม้กรุงโซลจะก้าวเข้าสู่ความเจริญทางเทคโนโลยีแล้ว มีแบรนด์เสื้อผ้า รถยนต์และอุปกรณ์ไฮเทคชั้นนำนาๆ จนกรุงเทพมหานครของเราก็ยังตามไม่ทัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งไทยและเกาหลีมีเหมือนกัน คือ คนใช้ชีวิตตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ทัน จนหลายคนต้องกลายเป็นบ้าหรือไร้ที่อยู่อาศัย

 

กรณีของคนจรจัดคนนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน

 

คนเกาหลีผู้มีอันจะกินต่างเฉยเมยต่อคนจรจัดคนนี้

 

8.15 น. เมื่อตามติดคนจรจัดคนนี้จนพอแล้ว จขบ. ก็กลับขึ้นรถ มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมือง

ระหว่างทางรถไปรับเพื่อนๆ ของพ่อที่ไปพักโรงแรมอื่น

 

 

ก่อนออกเดินทางได้ถ่ายประติมากรรมอะตอมที่อยู่ใกล้ๆ ด้วย

กรุงเทพฯ มีของแบบนี้ตั้งอยู่ทั่วเมืองบ้างก็ดี

(มีคริสปี้ ครีมด้วย ตอนนั้นไม่รู้จัก ตอนนี้...ดังมาก)

 

วันนี้คณะของเราจะไปเยี่ยมชมร้านค้าที่มีชื่อว่า "ศูนย์โสมของรัฐบาล" เป็นศูนย์รวมผลิตภัณฑ์โสมที่รัฐบาลขายตรงให้กับนักท่องเที่ยว เราจะไปดูกันว่ามันเวิร์กแค่ไหน...

 

8.33 น. รถโค้ชจอดใกล้ๆ กับศูนย์โสมของรัฐบาล เราต้องเดินไปอีกหน่อยก็ถึงร้าน

เนื่องจากภายในร้านเขาห้ามถ่ายรูป จึงขออภัยที่ต้องเล่าปากเปล่านะครับ

 

เท่าที่พอนึกได้ ศูนย์โสมของรัฐบาลเป็นอาคารสีส้มซีดที่สูงไม่กี่ชั้น มีหน้าต่างเรียบๆ ติดฟิล์ม มีทางเท้าสุดแสนจะธรรมดา ถ้าหากไม่สังเกตคุณอาจคิดว่้าเป็นสำนักงานธรรมดา คงไม่มีอะไรน่าสนใจอยู่ภายในหรอก แต่ภายในนี่สิ จะทำให้ร้านของเล่นของ Mr. Magoriam เป็นร้านงั้นๆ ไปเลย

 

 

โถงทางเดินก่อนถึงเคาน์เตอร์

(จาก http://learners.in.th/blog/korea/96492)

 

หลังจากออกจากลิฟต์ที่ัชั้น 5 จขบ. ก็เข้าสู่โถงทางเดินสั้นๆ โค้งไปทางขวา ผนังด้านหนึ่งเป็นภาพวาดแบบเกาหลีโบราณ น่าจะเป็นตำนานการเกิดโสมอะไรพวกนี้ ส่วนด้านล่างเป็นโมเดลแสดงการเจริญเติบโตของโสมตั้งแต่อายุ 1-6 ปี เดินไปอีกผนังก็เปลี่ยนเป็นตู้ไม้ติดกระจก ภายในดองโสมอายุตั้งแต่ 1-6 ปีในขวดแก้ว

 

 

ตู้โชว์โสม (ภาพจาก bsjent.com)

 

อันนี้แอบถ่ายได้เอง

 

หลังจากนั้นก็เข้าสู่แผนกที่เราจะซื้อโสมกัน

 

http://www.bsjent.com/v1/data/cheditor4/0912/OdECZ4aB3r2XDloiluOyQuXNsGLB.jpg

เคาน์เตอร์ขายโสมหลักของร้าน (ภาพจาก bsjent.com)

 

เมื่อเข้าสู่ส่วนจำหน่ายสินค้าของศูนย์แห่งนี้ ก็พบกับเคาน์เตอร์ไม้ขนาดใหญ่กินพื้นที่ 3 ด้านผนัง ด้านบนติดตู้โชว์กระจก โชว์สินค้าผลิตภัณฑ์ล่อใจ มีพนักงานต้อนรับเป็นผู้หญิงห้าหกคน ใส่เสื้อเชิ้ตสตรีสีขาวทับด้วยเสื้อกั๊กสีแดง ทุกคนล้วนผิวพรรณผ่องใส ราวกับเคยใช้สบู่โสมทาตัว และกล่าวสวัสดีพวกเรา

 

ในหมู่พนักงานเหล่านี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นชาวเกาหลีแท้ แต่พูดไทยได้! แถมยังออกเสียงภาษาไทยได้ชัดเจน คนไทยเองก็ยังอาย ตั้งแต่มาเกาหลี เธอเป็นเกาหลีคนแรกที่พูดไทยได้ เราจึงพูดคุยกับพนักงานรู้เรื่องว่าเราต้องการอะไร ไม่ต้องมานั่งมั่วล่ะ

โอ้ Unseen Korea ไปศูนย์นี้แล้วอย่าลืมไปพบเธอให้ได้นะคร้าบ

 

(อ้อ นอกจากนี้ก็ยังมีพนักงานชาวไทยด้วยครับ)

 

กลับมาที่เรื่องศูนย์ ศูนย์แห่งนี้เป็นแหล่งจำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์จากโสมที่รัฐบาลให้การรับรอง แล้ว ถูกกฎหมายและปลอดภัย 100% เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากพ่อค้าแม่ค้า ที่นี่ขายโสมถูกกว่าเมืองไทย 2 เท่า รัฐบาลเป็นผู้กำหนดราคาเอง เพราะฉะนั้นรับรองความปลอดภัยได้เลย

ที่นี่มีสินค้าโสมให้เลือกซื้อหลายอย่าง ทั้งโสมสกัด โสมผง โสมแห้ง โสมแคปซูล และโสมอบน้ำผึ้ง โดยโสมที่เป็นวัตถุดิบที่ศูนย์แห่งนี้รับต้องเป็นโสมที่มีอายุ 6 ปีเท่านั้น ไม่มากไม่น้ิอยไปกว่านี้ ถือว่าเป็นโสมเกรด "เทพ" หรือตรงตัวก็คือ  นอกจากนี้แล้ว ศูนย์แห่งนี้ขายโสมให้กับนักท่องเที่ยวเท่านั้น และซื้อได้เพียง 6 ชิ้นต่อท่านเท่านั้น ป้องกันการซื้่อไปขายต่อ

 

หมายเหตุ: ระหว่างโสมเกาหลีกับโสมจีน โสมจีนกินแล้วจะร้อน

 

เอาล่ะ กลับมาที่การซื้อโสมต่อ...

 

หลังจากพูดคุยกับพนักงานคนนั้นแล้ว (เราคุยกันหลายเรื่องทีเดียว แต่เธอเคยมาเมืองไทยหรือเรียนเอาเองที่เกาหลีก็จำไม่้ได้แล้ว) เธอก็แนะนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่โสม ยาเม็ดโสมสกัด โสมแคปซูลบรรจุกล่องแบบโกลด์และแพลทินัม ลีลาการโน้มน้าวของเธอทำให้ผมอยากซื้อของทุกชนิด แถม พนง. ให้ผมชิมโสมด้วย (แต่เป็นเค้กโสมหรืออะไรผมจำไม่ได้แล้วล่ะ)

ในที่สุดเราก็ซื้อผลิตภัณฑ์โสมไปเยอะทีเดียว มีชาโสม โสมสกัด โสมแคปซูล ชาโสมและก็สบู่


ตอนซื้อนี่ง้อคุณพ่อคุณแม่ให้ซื้อเยอะๆ แต่พอกลับมา นอกจากสบู่โสมแล้วก็ตัวเองไม่ได้ใช้สักชิ้นเดียว

 

เมื่อซื้อของเสร็จและล่ำลาพนักงานสุดสวยแล้ว พวกเราก็ลงไปข้างล่าง

ไม่ใช่เพื่อกลับ...แต่ไปซื้อของต่อ!

 

กด B1 ชั้นใต้ดินของศูนย์แห่งนี้เป็นช้อปปิ้งมาร์ต ขายของที่ทำจากโสม แต่ไม่ใช่ยา อาทิ ทอฟฟี่โสม ช็อกโกแลตโสม ชาโสม ครีมทาผิวโสมสกัด แสตมป์ ไปรษณีย์ และของที่ระลึกต่างๆ

จขบ. ก็ซื้อของทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วก็ออกไป

 

หมายเหตุ: ต้องขออภัยที่จำที่อยู่ของศูนย์โสมไม่ได้ หาในเน็ตไม่เจอซะที

เอาเป็นว่า ถ้าไปเจออาคารในรูปนี้ที่ไหน ที่นั่นก็คือศูนย์โสมของรัฐบาลนะครับ

 

 

 

9.30 น. รถมุ่งหน้าออกจากศูนย์โสมฯ ออกมา 9 นาทีเลือดกำเดาออกครับ ลืมบอกไปว่ากินโสมแล้วมันจะไปกระตุ้นความดันโลหิต ทำให้เลือดกำเดาออก

 

สำหรับสถานที่ต่อไปที่เราจะไปกัน คือมหาวิทยาลัยฮันกุก (Hankuk University of Foreign Studies) เป็นสถานที่ที่คณะของ จขบ. จะไปดูงาน แต่เฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น เรา ไกด์ กับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ติดตามต้องรออยู่ข้างนอก

สนใจหาข้อมูลเพิ่มเติม คลิกที่นี่

 

10.23 น. ถึงมหา'ลัยฮันกุก โหโอ้...กว้างใหญ่มาก พอๆ กับจุฬาฯ เลยล่ะครับ

 

อาจารย์ บุคคลภายนอก หรือไม่ก็นักศึกษา กำลังจูงลูก หรือเด็ก หรือน้อง

เดินเล่นอยู่ในมหาวิทยาลัย

 

พอแยกย้ายกับพวกที่ไปดูงานแล้ว เราก็เดินต้อยๆ ตามไกด์ไป

สถานที่แรกที่เราไปก็คือร้านกาแฟ

 

 

10.30 น. ถึงร้านกาแฟ ร้านกาแฟ ตังอยู่บนทางเดินระหว่างตึก 2 ตึก จะเรียกว่าหลืบก็ได้ แต่มันก็มีถนนนะ

ข้างในร้าน ไม่มีของตกแต่งมาก ภายในก็เหมือนกับภายนอก คือเป็นสีน้ำตาล มีพนักงานขายกับลูกค้าที่น่าจะเป็นนักศึกษา มีเมนูด้วย สงสัยจังว่า พนง. นี่เป็นนักศึกษาเหมือนกันรึเปล่า

 

 

รูปนี้อาศัยกล้องคุณพ่อ คาดว่าคงมาถ่ายทีหลัง

 

หลังจากนั้น เจสัน (ไกด์ชาวเกาหลี) ก็เข้าไปซื้อเครื่องดื่ม เขาซื้อโกโก้เย็นมาให้ จขบ. ด้วย (คัมซาฮัมนีดา~)

แล้วเราก็เดินต่อไป...

 

 ระหว่างที่เดินเจอสวนเล็กๆ ที่มีต้นสนปลูกอยู่เป็นจุดพักสายตา

 

ในที่สุด ก็เดินออกมาจากทางแคบๆ เข้าสู่ลานกว้างใหญ่ตัดถนนเป็นมุมฉากซึ่งกันและกัน รายล้อมด้วยตึกเรียนมากมาย เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกหมดครับ ไกลๆ ลิบเห็นหอพักนักศึกษา และยังมีอาคารที่กำลังก่อสร้างอยู่ด้วย

 

 

อาคารเรียน สงสัยจังว่าเป็นหอหญิงรึเปล่า

 

ตรงกลางระหว่างถนนนั้น มีสนามเบสบอลเก่าๆ ที่สีพื้นและสีอัฒจันทร์เริ่มลอก ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ใช้ อาจถูกปล่อยเพื่อสร้างอาคารใหม่ก็เป็นได้ (เพิ่งรู้นะเนี่ยว่านอกจากญี่ปุ่น คนเกาหลีก็เล่นเบสบอลด้วย)

 

เห็นชาย 2 คนเล่นเบสบอลกันอยู่ เลยถ่ายมา

 

พยายามกะจังหวะที่ลูกกำลังลอยอยู่กลางอากาศ หลายรูปนะกว่าจะได้

(แต่พอมาซูมหาลูกที่ลอยอยู่น่ะยากกว่า )

 

หลังจากนั้น 10.57 น. ก็มานั่งพักคุยกันใต้ต้นเมเปิ้ล คุณเอ็ดดี้ก็เล่าเรื่องของตัวเอง เรื่องแม่ เรื่องเกาหลี

 

เรื่องการเมืองก็มี แต่ไม่ได้จดไว้ครับ Embarassed

 

 

ใต้ต้นเมเปิ้ล เป็นต้นไม้ที่ จขบ. อยากเห็น อยากสัมผัสมานานแล้ว

ผิวสากๆ ลำต้นมีส่วนที่ลอกออก เห็นเนื้อสีขาวข้างใน

 

 

 

ฟังผู้ใหญ่ (กับวัยรุ่นตอนปลาย) คุยกันนานๆ ก็เบื่อ เลยปลีกตัวออกไปเดินเล่น

ก็พบกับหอนาฬิกาเตี้ยๆ ดูแปลกตาดี

(คุ้นๆ กับเรือนที่ รร.ปทุมคงคา)

 

 

และหลังจากนั้นประมาณหนึ่งชั่วโมง (11.50 น.) คณะที่ไปดูงานก็กลับมา เราทั้งหมดออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเดินทางไปชอปปิ้งที่... ITAEWON

 

ระหว่างทางก็ผ่าน ดงแดมุน หรือประตูโบราณทางทิศตะวันออกด้วยครับ ผ่านมาหลายครั้งแล้วเพิ่งถ่ายได้ก็วันสุดท้ายนี่เอง

 

 

 

 

12.35 น. ระหว่างทาง ลอดใต้เขานัมซานฆ่าเวลา

 

12.40 น. และไม่นานนักก็ถึง...อีแตวอน


 

 

 

ด้านหน้าของอีแตวอน ดูธรรมด๊า ธรรมดา ไม่ค่อยคึกคักสักเท่าไร วันนี้คงไม่คึกคัก

 

 

ภายในก็ไม่ค่อยคึกคัก นี่เป็นภาพที่ถ่ายออกไปยังทางเข้า (ปลายลิบๆ)

 

 

จขบ. และครอบครัวดูนั่นโน่นนี่ไปนิดหน่อย คุณแม่สนใจกระเป๋าหนัง คุยกับแม่ค้าออกรส (มีพ่อช่วยพูดภาษาอังกฤษนิดหน่อย) จขบ. จำได้ว่ามีแม่ค้าท่าทางยังสาวๆ ขายของเหมือนพนักงานในห้าง ก็ได้กระเป๋ามา 2-3 ใบ

 

ลึกๆ เข้าไปมีร้านขายชุดฮันบก เสื้อผ้า เสื้อกันหนาว และเข็มขัด จขบ. ซื้อเสื้อสเวตเตอร์สีขาวให้คุณย่า หวังว่าจะชอบ (แต่เอาเข้าจริงใส่ไม่ได้เพราะคัน Foot in mouth) สุดท้ายซื้อกระเป๋าอะคริลิกแดงให้ตัวเอง

 

 

หลังจากซื้อเสร็จ เราก็รอคณะอีกส่วนหนึ่งที่ยังดูงานไม่เสร็จ โดยเข้าไปรอในร้านแม็กโดนัลด์

 

เมื่อมากันหมดแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังสนามบินอินชอน ออกเดินทาง 13.17 น. อุณหภูมิตอนนั้น 26 องศา ถือว่าร้อนนะเมื่อเทียบกับวันก่อนๆ คาดว่าจะใช้เวลา 65 นาที ก็จะถึงอินชอน

 

แม่น้ำฮัน หมอกลงบางๆ อยากถ่ายช็อตนี้มานานแล้ว

เมื่อวันก่อนหมอกจัดกว่านี้ เหมือนเมฆเหนือแม่น้ำเลย เสียดายไม่ได้ถ่าย

(รถสวยดีนะ Cool)

 

 

แต่ก่อนจะถึงสนามบินอินชอน ลืมอะไรไปรึเปล่า...

 

 

 

 

...ลืมกินข้าว!

 

 

ดังนั้นเราจึงแววกินข้าวที่...ร้านอาหารไทย!!!

 

 

 

13.26 น. มาถึงร้านอาหารอย่างว่า ร้านนี้มีชื่อว่า Aroi Aroi

 

 

แต่นแต๊นนนนนนน!

 

 

Aroi Aroi มีเจ้าของเป็นคนไทย อาชีพเดิมไม่รู้ทำอะไร จำไม่ได้ แต่ย้ายมาเกาหลีนานแล้ว

 

 

เจ้าของเล่าว่าคนเกาหลีชอบอาหารไทยมาก เพราะมีรสจัดจ้าน ต่างจากของเขาที่จืดชืดยิ่งนัก (แต่ จขบ. ก็กินได้แหละจ้า แหม อาหารต่างถิ่นต้องลองกินให้หมด Surprised)

 

 

บรรยากาศภายในร้าน มีเกาหลีสองสามคนนั่งทานอยู่ด้วย

 

 

พี่เอ็ดดี้กับไกด์ก็สั่งอาหารกันไป ก็มีแต่อาหารยอดฮิตละนะ แหม...กินแต่เกาหลีมาตั้งนานยังไม่มีอาหารไทยตกถึงท้องเลย ท่าทางแม่จะชอบเพราะเข็ดกับอาหารเกาหลี

 

ระหว่างที่รออาหาร จขบ. ก็ถือโอกาสของอนุญาตไปเข้าห้องน้ำ

 

 

อาคารที่ร้านนี้ตั้งอยู่ เป็นอาคารใกล้ร้างที่ไหนสักแห่งระหว่างทางที่ไปสนามบิน จขบ. ก็จำไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน อ้อ เสิร์จเจอพอดี...

 

 

Room 114

The O'Ville Building

เมื่อเห็นตึก เดินลงไปจนกว่าจะเห็นสนามเทนนิสอยู่ทางซ้าย

อยู๋ใกล้กับ Doreore Fried Chicken, CF Karaoke

เดิน 3-5 นาทีก็ถึงสนามบินฯ

 

 

Credit: www.newwavetg.com/index.php?mo=5&qid=582225

 

 

 

ด้านหลังมีห้องน้ำ เป็นโถงโล่งๆ ปูกระเบื้องสีขาวไร้ชีวิตชีวา

 

 

พอเสร็จธุระก็ออกมาเดินเล่นข้างนอก

 

 

 

บรรยากาศภายนอก

 

 

ประติมากรรมรูปดาวเสาร์ด้านหน้า

(เหมือน AIS เลยอ้ะ ฮ่าๆๆ)

 

 

14.20 น. ในที่สุดอาหารก็มาถึง! รอเกือบชั่วโมงก็จะได้ทาน

 

หิว หิว หิว โซ้ยแหลกโลด!

 

 

โอ้...อาหารโคตรธรรมดาเลยครับ บอกแล้วว่าเป็นเมนูยอดฮิต ยอดฮิตที่คนไทยมักสั่งกัน

 

ก็มี...ไข่เจียว แกงหน่อไม้ ผัดผัก ผัดปลาหมึก ข้าว น้ำเปล่า

 

 

พอกินเสร็จ...เสียดาย ร้านนี้ไม่มีผลไม้หรือของหวาน Sadddddddddddddd!

 

ออกมาข้างนอก พี่ไกด์ชี้ให้ดูว่านี่คือซากุระครับ!

ซากุระใบเปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

ถึงแม้จะไม่ได้มาฤดูออกดอกแต่ก็ไม่เสียใจ ถ่ายไว้ก่อน

 

 

14.50 น. ออกเดินทางจาก Aroi Aroi ไปยัง "ศูนย์ละลายทรัพย์เงินวอน" อย่างที่เราเรียกกันอีกครั้ง หลังจากไปทานอุด้งยามเช้าในวันแรกที่มาถึง

 

ที่นี่เป็นที่รู้จักในความเป็นร้านขายของที่ระลึกที่ใหญ่แห่งหนึ่งก่อนจะถึงสนามบินฯ ซึ่งของโคตรแพง

 

 

15.00 น. มาถึงศูนย์ฯ เราก็ขึ้นลิฟต์ ไปยังร้านขายของที่ระลึกด้านบน แต่ปรากฏว่าเป็นร้านขายขนมครับ!

 

 

 

 

ทั้งชั้นมีแต่ขนม ขนม ขนม และก็ขนม ขนมทุกหนทุกแห่ง

 

จขบ. เลือกชิมตรงที่เขามีให้ชิม ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อ ย ถูกใจก็มาชิมอีกครั้ง แต่ซื้อไม่กี่อย่างหรอก

 

 

หลังจากนั้นก็ลงไปชั้นล่างสุด ซึ่งเป็นชั้นที่ขายสินค้าที่ระลึกจริงๆ

 

 

จขบ. ซื้อพู่กันจีน และชุดถ้วยน้ำจัณฑ์กระเบื้อง เป็นของฝากให้ตัวเองและครอบครัว

(คิดว่าอุปโภคมันอายุการใช้งานนานกว่าขนมอ้ะ เดี๋ยวก็กินหมด ของใช้ไม่ค่อยได้ใช้ สะสมลูกเดียว)

หลังจากนั้นก็แพ็กของ

 

 

 

15.30 น. ออกจากศูนย์ฯ เพื่อเดินทางไปยังสนามบินอินชอน (ลัลล้าเกาหลี)

 

 

แปลตรงตัว: จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ได้มายืนอยู่บนฝั่ง

ถ่ายรูปออกไปเห็นสะพานท่าเรือหายไปไหนสายหมอก

 

 

15.47 น. ถึงสนามบินอินชอน

 

 

 

ถึงแล้วครับ!

 

 

ในที่สุดเราก็มาถึงส่วนของผู้โดยสารขาออก ซึ่งอยู่ด้านบนส่วนขาเข้า เหมือนสุวรรณภูมิครับ

 

 

หลังจากขนของเสร็จ ก็เดินกันเป็นกลุ่มไปที่เคาน์เตอร์ ซื้อตั๋ว โหลดกระเป๋า

 

 

 

ผู้โดยสารขาออกท่านอื่นๆ ในสนามบิน

 

 

โห สนามบินที่นี่ใหญ่โตมากเลยครับ บรรยากาศโอ่โถงและอบอุ่นกว่าสุวรรณภูมิซะอีก (อาจเป็นเพราะช่วงนั้นเป็นยามบ่าย แสงส่องเข้ามา เลยดูโล่ง)

 

ร้านขนม!

 

 

 

 

พอเดินไปสุดอาคารก็เจอห้องน้ำ (ที่เดินอยู่นี่คือหาห้องน้ำครับ) ห้องน้ำสะอาดถูกสุขอนามัยมาก

(เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูด้วย)

 

 

 

 

หลังจากนั้นก็มาถึงช่วงเวลาที่ไม่อยากให้มาถึงเลย...นั่นคือ

 

การลาจาก

 

โฮๆ...ถึงเวลาต้องบอกลาพี่เอ็ดดี้กับเจสันแล้ว

 

ลาก่อนครับ...ทั้งสองคน Tongue out

 

 

 

หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (รึออกจากเมือง?) ก็นัดแนะเพื่อนที่มางานด้วยแล้วเดินทางไปกับพ่อแม่เพื่อไปรับสินค้า Duty Free ที่สั่งไว้เมื่อตอนอยู่โรงแรมเชอราตัน แต่ไม่คุ้นทาง+ไม่กล้าถามใครจึงหลงทาง...จนได้

 

อุ๊ย! ไม่ทันขาดคำก็เจอประชาสัมพันธ์พอดี Wink

 

ภายในโถงผู้โดยสารขาออก

 

เมื่อพ่อเข้าไปถามแล้วจึงรู้ทาง ในที่สุดก็เจอ เป็นเคาน์เตอร์รับสินค้าแคบๆ ติดกับผนังอาคารที่เป็นกระจก มองออกไปเห็นเครื่องบินจอดรออยู่ ของที่เราซื้อมาเป็นของ Valkerhills ครับ

 

ขณะที่กำลังเดินกลับ แม่ก็ไปเห็นเครื่องสำอางและกระเป๋า พ่อกับแม่เลยเดินไปดู ส่วน จขบ. ไม่รู้จะทำอะไรก็ได้แต่เดินเล่นไปรอบๆ ทำให้ไปเจอหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าทึ่ง...

 

ป้ายดิจิตอลบอกเวลาโลก

 

โมบายสวยๆ

 

หลังจากนั้นแม่ขอเข้าห้องน้ำ เลยต้องนั่งเฝ้ากระเป๋า แล้วก็ถ่ายรูปข้างบนนี่ไงครับ

 

17.10 น. ตอนนี้ 26 องศา เดินกลับ

ผ่านตู้บริจาคของกาชาดเกาหลี ผมบริจาคไป 100 วอนครับ

 

 

และแล้ว เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...

 

คำเตือน! เนื้อหาต่อไปนี้ไม่เหมาะสมสำหรับผู้ที่กำลังรับประทานอาหารอยู่

 

 

 

17.15 น. จขบ. เกิดปวดท้อง(ขี้)ขึ้นมา!

 

ดังนั้น จขบ. จึงเข้าห้องน้ำเพื่อปลดทุกข์ ปรากฏว่าไม่มีที่ฉีดให้ เลยต้องใช้ผ้าทิชชู่ (จำนวนมาก) ชุบน้ำแล้วเช็ดเอา

ใช้เวลาปลดทุกข์ครั้งนี้นานมาก จนน้ำในทิชชู่เกือบแห้งไป

 

ปลดทุกข์ครั้งนี้ทรมานมาก เหมือนกับไม่ได้ปลดทุกข์สักปีหนึ่ง กว่าจะออกมาแต่ละก้อนกินเวลาหลายนาที ตามมาด้วยของเหลวไหลพรื่ดดดดดดดดดดดดดด! พรื่ดดดดดดดดดดดดด! เป็นสัญญาณของท้องเสีย ทำให้ตูดทรมานกว่าเก่า

 

ในที่สุดก็เสร็จ ทายซิเสร็จกี่โมง...

 

 

 

17.40 ครับ Undecided                

 

18.00 น. ครอบครัว จขบ. เดินมาถึงประตู 46 ซึ่งเป็นประตูที่เครื่องบินไปกรุงเทพฯ จอดอยู่

แม้จะถ่ายออกไปแล้ว แต่ จขบ. ก็ยังไม่หายปวดท้อง เลยต้องนอนบนแถวเก้าอี้ให้แม่ลูบตัว (น่าอายจริง เด็กอายุ 14 ยังให้แม่ทำอย่างนี้อีก ตอนนี้ จขบ. จะ 17 แล้ว)

 

18.40 น. อยากอ้วกแต่ทำยังไงก็อ้วกไม่ออก ร่างกายมันรั้งเอาไว้

แม่เลยให้ยาแก้อ้วกกับพาราฯ กิน

 

บรรยากาศสุดท้ายในเกาหลี บนสายพานที่นำไปสู่ประตู 46

 

และในที่สุด...

 

ยั้ง! ยังไม่อ้วก

 

19.05 น. เครื่องออก

สายการบินขาออกเป็นเอเชียน่า แอร์ไลน์ (อีกครั้ง) ร่วมกับการบินไทย (อีกครั้ง)

 

20.00 น. โดยประมาณ air ก็เอาอาหารเย็นมาเสิร์ฟ (มาซะที รอตั้ง ชม.)

อาหารเย็นวันนี้ เป็นไก่กับข้าว สปาเก็ตตี้ ขนมหวาน ขนมปัง..

 

...แต่กินไม่ได้เลยสักอย่าง!

เพราะจู่ๆ ก็เกิดอาการแน่นท้องอย่างแรง จนกินอะไรไม่ลง

 

ท้องร้องขออีโนหรือยาลดกรดที่จะช่วย จขบ. พ้นจากนรกขุมนี้!

 

 

และแล้ว...ช่วงเวลาแห่งสวรรค์ก็มาถึง...

 

20.30 น. แม่ให้อีโนมาทาน เมื่อกินกับน้ำเข้าไป ไม่กี่อึดใจก็อ้วกออกมา Undecided

 

แหวะ!

 

โชคดีที่มีถุงอาเจียนมารองรับ ไม่งั้นเครื่องบิน...เละ

 

 

อาหารก็ไม่ได้กิน แถมอ้วกออกมาอีกต่างหาก!

 

คาดว่าสาเหตุที่ท้องเสีย และตามมาด้วยอ้วกนั้น เกิดจากเมลามีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่เป็นข่าวโด่งดังในขณะนั้น ผู้ผลิตบางคนเติมเมลามีนลงในผลิตภัณฑ์พวกนมเพื่อลดต้นทุนในการผลิต

บางทีอาจมาจากไข่เจียวหรือแกงหน่อไม้ที่กิน ณ Aroi Aroi

 

แต่ก็มีตั้งหลายคนที่กินเหมือนเรา แล้วทำไมต้องเป็นเรา(ที่ซวย)ทุกที!

เฮ้อ! วันนี้ซวยสุดๆ เลยครับ

 

 

20.44 น. หลังจากแอร์โฮสเตสนำถุงอ้วกออกไปแล้ว (ไม่มีท่าทีขยะแขยง) เครื่องบินก็ออกจากน่านฟ้าเกาหลีเข้าสู่เกาะไต้หวัน

 

21.36 น. ออกจากไต้หวัน ถึงดานัง ประเทศเวียดนาม

 

23.20 น. ได้ฤกษ์ปรับเวลาเป็น 21.24 น. ตามโซนเวลาประเทศไทยแล้วครับ

ตอนนี้กำลังเข้ากัมพูชา เริ่มจะเห็นดาวแล้วหลังจากฝ่าฟ้าครึ้มตั้งนาน

 

เราบินอ้อมแผ่นดินใหญ่ บินเข้าภาคอีสาน

21.41 น. เริ่มเห็นแสงไฟเบื้องล่าง

 

22.10 น. เข้าเขตอุตสาหกรรมสมุทรปราการแล้ว พอดีกับที่จอภาพของสายการบินเปิดโฆษณาของ UNICEF ผู้โฆษณาเป็นคนเกาหลี

 

22.20 น. ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากสีดำ รู้สึกว่าจะออกทะเล เห็นแสงจากชายฝั่งแวบๆ

 

22.28 น. เข้าสู่สนามบิน...

และในที่สุด...

 

22.34 น.

 

ปิ๊กบ้านเฮาแว้ววววววว!

 

 

 


 

 

 ปล. จขบ. ไม่ใช่เสื้อแดง

 

ในที่สุด จขบ. ก็กลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ (กับอาการมวนท้องอีกนิดหน่อย)

เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ 6 วัน 4 คืนที่กรุงโซล เกาหลีใต้ Wink

 

 

 

จากประสบการณ์ที่ได้ไปเที่ยวเกาหลีครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ จขบ. เที่ยวเมืองนอก

 

ก็พบว่า เกาหลีใต้มีหลายสิ่งที่แตกต่างจากเมืองไทย และหลายอย่างประเทศไทยก็ควรนำมาปรับปรุงครับ

อยากให้คนไทยรุ่นใหม่ ช่วยกันนำสิ่งดีๆ จากบ้านเมืองเขา มาพัฒนาประเทศเราให้ดีขึ้น

 

 

 

ต้องขอขอบคุณทุกๆ คนที่ติดตามตั้งตั้งตอนแรก จนถึงตอนนี้ทุกคนด้วยครับ (แม้ต้องรอข้ามปีก็ตาม Foot in mouth)

จากนี้ไปจะไม่มาเขียนแล้วเน้อ ขอบคุณมากครับ

 

 

http://i200.photobucket.com/albums/aa130/dungeonkids/Korea/Dongdaemun.png

Comment

Comment:

Tweet

#16 By writing services in uk (103.7.57.18|91.201.64.16) on 2012-08-06 22:37

#15 By Prime-Writing.co.uk (103.7.57.18|91.201.64.16) on 2012-08-06 22:19

It is undisputable that term papers creating problems trouble all students very much. But, this problem isn't as serious as it seems to be! Therefore, don't bother just about that and buy essays (topwritingservice.com).

#14 By freelance essay writing (103.7.57.18|31.184.238.21) on 2012-06-17 06:33

#3 By (91.212.226.143) on 2011-10-25 17:12

#2 By (91.212.226.143) on 2011-10-25 17:12

If you are willing to buy a house, you will have to receive the <a href="http://goodfinance-blog.com/topics/mortgage-loans">mortgage loans</a>. Furthermore, my father all the time uses a sba loan, which seems to be really firm.

#1 By Buckner35Leah (91.212.226.143) on 2011-10-25 17:11