REVIEW

วิเคราะห์ภาพ: ดาวอังคารในอดีต

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

คลิกที่ url เพื่อดูภาพใหญ่(http://i200.photobucket.com/albums/aa130/dungeonkids/pastmars.jpg)

(ภาพจาก เว็บไซด์เนชั่นแนล จีโอกราฟิก ภาษาอังกฤษ ฉบับเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)

นำเรื่อง

มีใครเคยดูดาวบ้างเอ่ย ดูเล่นๆ หรือดูอย่างมืออาชีพกันแน่ ในชีวิตนี้ใครไม่เคยได้ดูดาวแสดงว่าชีวิตจืดชืดมาก ทุกคนควรรู้เรื่องพื้นฐานของดาราศาสตร์เป็นอย่างน้อย

คืนนี้ลองหนีออกจากบ้าน(หรือเดินทางไปนอกบ้านถ้าง่ายกว่า) ไปในที่ที่ปราศจากแสงศิวิไลซ์ นอนเอนหลังลงบนพื้นหญ้า แหงนหน้ามองดูท้องฟ้า เห็นดวงดาวมากมายกระจัดกระจายเต็มฟ้าเลย นับดูซิ โห! ตั้ง 888,888 ดวงแน่ะ ตอนอยู่ในเมืองเห็นแค่ 1 ดวงเอง คือดาว มยุรี(แหะๆ ที่จริงประมาณ 8,000 ดวงเท่านั้น) นอกจากดาวฤกษ์ก็มีดาวเคราะห์ ดาวหาง ดาวระเบิด โอ้โห! เห็นดาวระเบิดรวยแล้วเรา(ใครเห็นดาวระเบิดถ้าไปแจ้งข่าวจะได้เงินตั้งหมื่นกว่าบาท ถ้าเป็นคนแรกก็ดีใหญ่ ได้ตั้งชื่ออีก 1 รางวัล)

ดูให้ดี ทางช้างเผือกพาดผ่านฟ้าแน่ะ ดูสิ ดาวเจ้าหญิงทอหูก(วีกา) และดาวหนุ่มเลี้ยงวัว(อัลแทร์) 7 กรกฎาฯ ขอให้เจอกันให้ได้นะ ฮิฮิ (วันทานาบาตะ)

ดูไปดูมา คืนนี้ไม่มีแสงจันทร์รบกวน ไม่มีเมฆ ช่างเหมาะที่จะดูดาวจริง เห็นดาวศุกร์มั้ยหนอ นั่นไง อยู่ใกล้ขอบฟ้าเชียว ตอนนี้ดูนาฬิกา สองทุ่มแล้ว ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ชั้นใน(ใส่ชั้นในอยู่) อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก จึงมักจะตกหลังดวงอาทิตย์ตกได้ไม่นาน สัก 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น ดาวศุกร์สะท้อนแสงอาทิตย์ได้ดี เพราะเมฆที่ปกคลุมดาวอยู่ เราจึงเห็นดาวศุกร์สว่างอยู่ทุกครั้ง ดาวพฤหัสฯ ล่ะ ดาวเสาร์ด้วย อยู่นั่นไง ยักษ์ใหญ่อยู่กลุ่มดาวแมงป่อง ส่วนพี่เสาร์อยู่ในกลุ่มดาวสิงโต เอ ดวงเราจะเป็นอย่างไรนะ ต้องไปดูดวงหน่อยแล้ว ดาวพุธไม่เห็นเพราะมันตกไปกับดวงอาทิตย์แล้ว มันอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากๆๆๆ ดูดาวคืนนี้สนุกจังเลย

นั่นดาวอะไรน่ะ!!! สีแดง สว่างจ้า ดาวปาริชาติ(แอนทาเรส)หรือ ไม่ๆ มันไม่กระพริบ หรือว่ามันจะเป็น

"ดาวอังคาร"!!

ฮิฮิ ดาวอังคารผ่านหน้าใครก็ต้องจำได้ว่าเป็นดาวอังคาร ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์หินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากโลกและดาวศุกร์ เป็นดาวแห่งสงคราม ที่ขั้วทั้งสองเป็นน้ำแข็ง มีหุบเขามาริเนอริสที่ลึกกว่าแกรนด์แคนยอนถึง 5 เท่า มีภูเขาไฟโอลิมปัสที่ดับแล้ว มันสูงกว่าเอเวอเรสต์ถึง 3 เท่า ถือว่าสูงมากที่สุดในระบบสุริยะ เพราะดาวอังคารไม่ค่อยมีแผ่นดินไหว จึงรองรับภูเขาที่หนักอื้งได้ไม่เหมือนโลกนอกนั้นยังมีลูกเล็กๆ อีก 3 ลูก เนื่องจากมีลักษณะคล้ายสิวจึงถูกเรียกว่า "สิวบนดาวอังคาร" ดาวอังคารช่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ นี่คือข้อมูลโดยสังเขปของดาวอังคาร

เส้นผ่านศูนย์กลาง 6,780 กิโลเมตร มวล 0.11 เท่าของโลก ความหนาแน่น 3.9 เท่าของโลก คาบการหมุนรอบตัวเอง 24.63ชั่วโมง คาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 687 วัน ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 227,900,000 กิโลเมตร อุณหภูมิที่พื้นผิว -125 ถึง 25 องศาเซลเซียส(148 ถึง 298 เคลวิน)

ปัจจุบันนี้ดาวอังคารได้ถูกสำรวจโดนยานอวกาศหลายลำ เช่น ยานมาร์สโอดิสซีย์ ยานมาร์สเอกเพรส ยานสปิริต ยานออปพอร์ทูนิติ้ เป็นต้น และก็ยังจะมีอีก สักวันมนุษย์คงได้ไปอยู่บนดาวอังคารนะ

มาดูภาพอีกครั้งกันเถอะ

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

เมื่อพันล้านปีก่อน ดาวอังคารเคยเป็นอย่างภาพขวา จากดาวอังคารที่เราเห็นว่าเป็นดาวเคราะห์ที่แห้งแล้งที่สุด เป็นเหมือนทะเลทรายที่มีชีวิตชีวา ชั้นบรรยากาศที่หนาแน่น แผ่นเมฆเซอร์รัสสีขาว กลุ่มเมฆขนแกะสีเทา พายุที่ไม่รุนแรง และทะเลสาบน้อยใหญ่ ที่ชั้วโลกเหนือมีทะเลสาบใหญ่ซึ่งก็คือขั้วน้ำแข็งในปัจจุบันนี่เอง มันมีขนาดเท่าประเทศบราซิล ใหญ่มาก มันยังมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่อีกด้วย ลูกซ้ายสุดและใหญ่สุดคือโอลิมปัสนั่นเอง กำลังพ่นลาวาออกมาเชียว สภาพดาวอังคารในตอนนั้นดูคล้ายโลกมาก ถึงแม้ว่าจะมีผืนดินมากกว่าผืนน้ำก็ตาม พื้นผิวมีสีน้ำตาล ไม่แดง นี่คือดาวอังคารที่เพิ่งเกิดใหม่ๆ ตอนนั้นน่าจะมีสิ่งมีชีวิตจำพวกแบคทีเรีย สาหร่าย เชื้อราหรือปะการังอยู่

ดูตัวมันเองในปัจจุบันสิ มีแต่หลุมบ่อ น้ำก็เหือดแห้งเหลือแค่ชั้วน้ำแข็ง พื้นดินมีแต่ทรายสีแดง ริ้วรอย สิว จุดด่างดำมากมาย ภผืนดินที่ไมมีการแปรสัรฐาน บรรยากาศก็เบาบางลง สิ่งมีชีวิตคงจะตายไปด้วย เหลือแต่ฟอสซิลให้นักสำรวจเพื่อนบ้านหรือมนุษย์โลกดูเท่านั้น จากดาวที่มีชีวิตชีวากลับกลายเป็นดาวที่แห้งแล้งทันที

สาเหตุที่ดาวอังคารกลายเป็นดาวที่แห้วแล้งก็คือวัฏจักร CO2 เกิดความเสียสมดุล โลกอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากพอที่สะสมน้ำไว้ได้ อีกทั้งยังมีกระบวนการแปรสัณฐานที่ช่วยทำให้คาร์บอนไดออกไซด์มีการหมุนเวียน จากก๊าซ ไปเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต และเป็นก๊าซอีกครั้ง การมีน้ำในรูปของเหลวช่วยให้เกิดสิ่งมีชีวิตซึ่งช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ขณะที่กระบวนการแปรสัณฐานช่วยส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับสู่อากาศ แต่ดาวอังคารมีขนาดเล็ก จึงไม่มีพลังมากพอที่จะทำให้เกิดกระบวนการแปรสัณฐาน ทำให้วัฏจักร CO2 เกิดความเสียสมดุล ผลก็คือ CO2 ไม่ขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศอีกเลย ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จึงลดลงสภาวะเรือนกระจกเริ่มคลี่คลาย อุณหภูมิต่ำลง น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ทำให้ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่แห้งแล้งมากๆ ในขณะที่ดาวศุกร์(ขอนอกเรื่อง)มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากเกินไป น้ำจึงกลายเป็นก๊าซ ไม่มีการหมุนเวียนของน้ำและ CO2 วัฏจักร CO2 เกิดความเสียสมดุลดาวศุกร์จึงกลายเป็นเตาอบ

นี่คือ entryแรกที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับภาพ หากมีอะไรเพิ่มเติมก็จะเอามาเขียนให้อีก อย่าลืมคอมเมนต์ด้วยนะ

เล่าเรื่องจากภาพ: ธาราวี

posted on 25 May 2007 16:42 by dungeonkids  in REVIEW

เล่าเรื่องจากภาพ: ธาราวี

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

(ภาพจาก นิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟิก ฉบับภาษาไทย ฉบับเดือนพฤษภาคม 2550)

หมายเหตุ: ข้อความส่วนใหญ่อ้างอิงมาจากนิตยสารเนชั่วแนล จีโอกราฟิก ฉบับภาษาไทย ฉบับเดือนพฤษภาคม 2550

คลิกที่ url เพื่อดูภาพใหญ่ (http://i200.photobucket.com/albums/aa130/dungeonkids/Taravi.jpg)

สลัม คือสถานที่ที่คนอยู่กันอย่างหนาแน่นมากๆ สลัมมีกระจายอยู่ทั่วโลก ประเทศไทยมีสลัมในเมืองใหญ่ๆใกล้บ้านเราก็มีสลัม ใครบ้างที่ไม่มีสลัมใกล้บ้าน สลัมไม่จำเป็นต้องมีบ้านเรือนเป็นไม้ เป็นสังกะสีเพียงแต่มีความแออัด หรือมีคนอยู่มาก สลัมมักจะสกปรก ผู้คนในสลัมมักเป็นคนยากจน ไม่มีฐานะ ไม่มีเงินพอที่จะสร้างที่อยู่ ชาวสลัมมักประกอบอาชีพค้าขาย ถึงแม้จะอยู่ในสลัม แต่ชาวสลัมก็มีความสุข เพราะมีเพื่อนบ้าน มีการทำมาหากิน สลัมจึงมีอยู่ได้

แต่สลัมกำลังจะหมดลง เพราะแต่ละประเทศไม่ต้องการให้มีสลัม เพราะเป็นจุดด้อยของการพัฒนาประเทศ จึงมีการขอร้องให้ชาวสลัมย้ายไปอยู่ที่อื่นด้วยวิธีต่างๆ กัน บางประเทศรัฐบาลก็แจกจ่ายเงินเพื่อให้ชาวบ้านนำไปปลูกบ้านเอง บางประเทศก็ชอบใช้ความรุนแรงเข้าขับไล่ ธาราวี สลัมที่มีชื่อเสียงในเอเชียก็กำลังประสบปัญหานี้ เรามารู้จัก"ธาราวี" กันเถอะ

นำเรื่อง

ธาราวี เป็นสลัมที่ได้ขื่อว่า "ใหญ่ที่สุดในเอเชีย" ธาราวีมีคนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ธาราวีตั้งอยู่ท่ามกลางความเจริญของมุมไบ หรือบอมเบย์ เมืองท่าที่สำคัญของอินเดียที่รู้จักกันไปทั่วโลก ประชากรราวหนึ่งล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่เพียง 2 ตารางกิโลเมตรของธาราวี เป็นสลัมที่แออัดมากจริงๆ

ก่อนศตวรรษที่สิบเก้า ธาราวีเคยเป็นหนองน้ำที่ชาวประมงเชื้อสายโคลีอาศัยอยู่ แต่เมื่อชายฝั่งตื้นเขิน ชาวโคลีจึงหั่นไปทำเหล้าเถื่อน เปิดช่องว่างให้คนอื่นๆ เข้ามาอยู่อาศัย บ้างก็เป็นชาวทมิฬ บ้างก็เป็นชาวกุมภาร และเชื้อชาติอื่นๆ อีกมากมาย มีการตั้งโรงงานทอผ้า โรงปั้นหม้อ โรงฟอกหนัง ต่อมามีการถมหนองน้ำ และตั้งบ้านช่อง ส่งผลให้เกิดสลัมที่มีความหลายหลายในที่สุด และแออัดมากขึ้นเรื่อยๆ

ธาราวีมีโรงเรียนห้าโรง มีถนนใหญ่สามสาย สองสถานีรถไฟ วัด โบสถ์ มัสยิด สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง สถานีตำรวจ และอื่นๆ อีกมากมาย ใกล้ๆ กับธาราวีมีศูนย์การค้าพันทรา กุรลา คอมเพล็กซ์ ซึ่งบรรยากาศแตกต่างจากธาราวีลิบลับ ครึ่งหนึ่งของประชากรมุมไบ 12 ล้านคนอยู่ในสลัมที่แออัดหลายๆ แห่งในเมือง ธาราวีน่าจะถือเป็นสลัมที่มั่นคงที่สุดในมุมไบแล้ว เพราะชาวบ้านมีความสามัคคี และยึดมั่นในจิตวิญญาณและความผูกพันของถิ่นฐานบ้านเกิด

ปัญหาของธาราวี

จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่า รัฐบาลของแต่ละประเทศ ไม่ต้องการให้ประเทศของตนมีสลัม เพราะขัดขวางการพัฒนาของประเทศ ธาราวีก็ประสบปัญหาดังกล่าวเหมือนกัน อินเดียเป็นประเทศที่มีสลัมมาก และแต่ละแห่งก็สกปรกน่าดู รัฐบาลอินเดียต้องการให้ประเทศของตนปลอดสลัม และธาราวีก็เป็นหนึ่งในนั้น

คนในย่านธุรกิจต่างวิพากวิจารณ์กันว่าสลัมเป็นตัวดูดทรัพยากร อีกทั้งยังเป็นจุดอับ และธาราวีก็ทำให้เมืองมุมไบหมดโอกาสที่จะเป็นเมืองทันสมัยแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเมืองหนึ่งของโลก มุมไบกำลังจะก้าวสู่มหานครระดับโลกซึ่งเป็นคู่แข่งของนครเซี่ยงไฮ้ในจีนแล้ว แต่ธาราวีกับมาหยุดรั้งให้มุมไบตกต่ำลง บางคนกล่าวหาว่า การที่ธาราวี สลัมที่เก่าแก่คร่ำครึ อยู่กลางมหานครชื่อดังของอินเดีย เพราะคนจำนวนไม่ต้องการให้สิ่งก่อสร้างพิลึกพิลั่นกระจุกอยู่ในใจกลางเมือง แต่ควรอยู่ตามชานเมืองมากกว่า ทำให้ธาราวีเป็นเป้าหมายหลักที่อินเดียต้องการทำลาย

มุมไบมีแผนที่จะพัฒนาสลัมธาราวี ให้กลายเป็นชุมชนที่ดีขึ้น โดยแผนแรกให้ย้ายผู้คนกว่า 57,000 ครัวเรือนนออกไปยังคอนโดมิเนียมสูงใกล้ๆ แต่ละครอบครัวได้สิทธิครอบครองพื้นที่ 21 ตารางเมตรพร้อมน้ำประปา บริษัทเอกชนหลายแห่งยอมสร้างที่อยู่ให้ชาวธาราวีอยู่โดยไม่คิดเงิน อีกแผนก็พยายามแจกเงินให้ชาวบ้านนำไปสร้างบ้านอยู่เอง แต่ชาวธาราวีไม่ยอม

ถึงแม้จะมีบางคนสนับสนุน แต่ส่วนมากไม่เห็นด้วยกับแผนการพัฒนาสลัม เพราะเป็นดินแดนที่อยู่อาศัยมานานตั้งแต่สมัยปู่ทวดย่าทวดแล้ว แม้จะให้เงินก็ไม่ยอม ชาวกุมภารก็ผูกพันกับอาชีพปั้นหม้อของตน และกล่าวว่าไม่มีที่ใดเหมาะสมในการตั้งโรงงานปั้นหม้อมากไปกว่าธาราวีอีกแล้ว ธาราวีกำลังตกอยู่ในภาวะเดือดร้อน เมื่อไม่ยอมกัน มุมไบก็จะรุกรานธาราวีมากขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุด ธาราวีอาจต้องยอมแพ้ไป สลัมจะหายไปจากโลกก่อนศตวรรษที่ยี่สิบสองอย่างแน่นอน

(แหะๆ จบแล้ว อย่าลืมคอมเมนต์เน้อ^^)

สวัสดีครับ

ขอต้อนรับสู่เดือนกรกฎาคมที่แสนจะ เอ่อ...ร้อนอบอ้าว

เอ้า!เข้าเรื่องกันดีกว่า

--------------------------------------------------------------------

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดวงอาทิตย์เริ่มตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตร ทำให้อากาศในประเทศไทยร้อนกว่าปกติมาก รวมทั้งประเทศที่อยู่แถบเส้นศูนย์สูตรในทวีปเอเชีย แอฟริกา อเมริกาใต้ เช่น อินเดีย ซาอุดิอาราเบีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย เอธิโอเปีย เวเนซูเอลาก็พลอยโดนความร้อนจากดวงอาทิตย์ไปด้วย ตอนนี้เราจึงได้ยินข่าวเกี่ยวกับคนที่ตายจากคลื่นความร้อน หรือการได้รับความร้อนมากๆ หรืออาศัยอยู่ในที่ๆ ร้อนจัดเกินไปบ่อยๆ สภาพอากาศที่ร้อนจัดนี้เกิดมาตั้งแต่ยังไม่มีสิ่งมีขีวิตอยู่บนโลกแล้ว แต่ครั้งก่อนๆ ไม่เคยร้อนขนาดนี้ แต่ปัจจุบันก็ร้อนระอุทะลุ 40 องศ่าเซลเซียส แล้วยังน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น เหตุการณ์ใดกันแน่ที่ทำให้อากาศบนโลกร้อนขึ้น หรือว่าจะเป็น...

...โลกร้อน

ปรากฏการณ์โลกร้อนเกิดขึ้นมาได้ 10 กว่าปีแล้ว มีหลักฐานมากมายว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริง ตัวอย่างเช่น ธารน้ำแข็งที่เคยมีอยู่กลับหายไปอย่างรวดเร็วภูเขาน้ำแข็งหลายลูกกระจายออกไปทั่วทะเล เป็นต้น หลักฐานเหล่านี้ใช้รูปถ่ายมายืนยัน บางส่วนก็เป็นของนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟิก เพราะก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว (เนชั่นแนล จีโอกราฟิกเป็นนิตยสารที่เขียนถึงธรรมชาติและเหตุการณ์ต่างๆ ของโลก) ถึงแม้จะมีคนคัดค้าน แต่ก็มีเหตุผลมากพอที่จะสรุปได้ว่าภาวะโลกร้อนนี้เกิดขึ้นจริง และที่แย่ไปกว่านั้น มันเกิดขึ้นจากมนุษย์!!!

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เราได้ประดิษฐ์เครื่องมืออุตสาหกรรมหลายอย่าง เช่น รถยนต์ เครื่องมือเหล่านี้เวลาผลิตต้องปล่อยควันพิษออกมาทางปล่องไฟ ควันพิษนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โลกเราร้อน แต่ตอนนั้นมันยังไม่ร้อนมาก ช่วงสิบปีมานี้นี่เอง เมื่อประชากรโลกเจริญขึ้น ก็มีการใช้ทรัพยากรเชื้อเพลิง สาร CFC และพลังงานมากขึ้น ปล่อยความร้อนและสารพิษขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ทำให้ภูมิอากาศโลกอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น น้ำทะเลจึงท่วมเข้ามาในแม่น้ำทุกสาย ทำให้แม่น้ำมีน้ำกร่อย ปลูกพืชไม่ได้ และเกิดน้ำท่วมอย่างหนักทั่วพื้นที่ริมแม่น้ำ นอกจากนั้นยังเกิดพายุ ปรากฎการณ์เอลนินโญ และลานีญาสลับแปรปรวนกันบ่อยครั้ง เรากำลังจะเร่งปรากฎการณ์น้ำท่วมโลกที่จะเกิดขึ้นจาก10,000 ข้างหน้ามาเป็น 100 ปีข้างหน้าซะแล้ว ไม่แน่ หลังจากน้ำท่วมโลกแล้วโลกเราอาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้...

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ถ้าเราไม่อยากให้โลกถูกน้ำท่วมภายใน 100 ปีข้างหน้านี้ เราต้องหยุดทำให้เกิดควันพิษ โดยการลดการใช้ทรัพยากรเชื้อเพลิง หรือหันมาใช้พลังงานที่สะอาด ทำให้เกิดมลพิษน้อยลง เช่น ก๊าซ NGV น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล เป็นต้น งดใช้สาร CFC ซึ่งทำลายชั้นโอโซนของโลกมาก มาใช้สารอื่นๆ ที่ทำลายโอโซนน้อยลง และใช้พลังงานอย่างประหยัด อย่าปล่อยความร้อนออกสู่ชั้นบรรยากาศอีกเลย แค่นี้อีกไม่กี่ปี่ โลกก็จะกลับสู่ความเย็นสบายอีกครั้ง ไม่ร้อนแล้วล่ะครับ